ทรายถมที่ในสิงคโปร์กำลังทำลายสภาพแวดล้อมในกัมพูชา (2)
เพิ่งเดินทางกลับจากสิงคโปร์ ถึงได้เห็นกับตาตัวเองว่าทำไมสิงคโปร์ถึงต้องพึ่งพาทรายที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นสนามบินชางงี หรือมารีน่าเบย์ คอมเพล็กซ์ แหล่งบันเทิงสไตล์คาสิโนในลาสเวกัส ต่างก็ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่อดีตเคยเป็นทะเลมาก่อน และที่เป็นสนามบินและเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักได้ทุกวันนี้ก็เพราะต้องอาศัยทรายมาถมที่
อย่างที่เขียนไว้ในตอนที่แล้ว ตอนที่สิงคโปร์แยกตัวออกมาจากมาเลเซียเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ก็มีพื้นที่เพียง 580 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ขนาดก็คงพอๆ กับเกาะภูเก็ตบ้านเรา แต่มาวันนี้เนื้อที่ของประเทศสิงคโปร์ได้ขยายตัวออกไปเป็นถึงกว่า 700 ตารางกิโลเมตร
ที่เป็นประเด็นขึ้นมาก็เพราะ ทรายเกือบทั้งหมดที่สิงคโปร์นำเข้าเพื่อขยายเนื้อที่ของประเทศนั้นมาจากกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่แถวเกาะกง นักรณรงค์สิ่งแวดล้อมออกมาโวยวายว่าการขุดทรายเพื่อตอบสองความต้องการของสิงคโปร์นั้นกำลังทำลายสภาพแวดล้อมของกัมพูชาอย่างรุนแรง
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและระดับสากลได้ออกมารณรงค์ต่อต้านการขุดทรายในกัมพูชา ทำให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนอยู่เฉยไม่ได้ ต้องออกระเบียบควบคุมการขุดทราย แต่ก็ดูเหมือนว่าไม่เป็นผล การขุดทรายก็ยังดำเนินต่อไป
ปัญหาใหญ่ก็คือ เหล่านักขุดทรายทั้งหลายไม่ได้สนใจผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อม นึกจะขุดที่ไหนก็ขุด ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ป่าชายเลน และแม้แต่แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์สงวนที่อยู่ริมชายทะเลทั้งหลาย พูดง่ายๆ ก็คือ ที่ไหนมีทรายก็ลงมือขุดตรงนั้น ส่วนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ตามสไตล์เขมร
โกลบอลวิตเนส ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสภาพแวดล้อมสากล เปิดเผยว่าจากข้อมูลที่ได้รับจากผุ้เชี่ยวชาญ ธุรกิจขุดทรายในกัมพูชาได้สร้างผลกระทบต่อสถาพแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในบริเวณที่มีการขุดทรายลดลงอย่างมาก
โกลบอลวิตเนส รายงานว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนของกัมพูชาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย เวียดนาม หรืออินโดนิเซียต่างก็ตระหนักถึงอันตรายจากธุรกิจขุดทรายและได้ออกกฎหมายห้ามการขุดทรายเพื่อการส่งออก เพื่อปกป้องสภาพแวดล้อม
ถึงแม้รัฐบาลกัมพูชาจะได้ออกกฎหมายห้ามการส่งออกทราย แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าในความเป็นจริงทุกวันนี้ก็ยังมีการลักลอบขุดทรายเพื่อส่งออกต่างประเทศตลอดเวลา โดยเฉพาะแถวเกาะกง และตลาดทรายที่ใหญ่ที่สุดก็ยังเป็นสิงคโปร์
แม่น้ำหลักหลายทรายก็กลายเป็นแหล่งขุดทราย จนชาวบ้านทนไม่ไหวเพราะเห็นปริมาณสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งรายได้หลักหดหายไปต่อหน้าต่อตา ต้องรวมตัวกันประท้วง นายกรัฐมนตรีฮุนเซนเองก็แสดงทีท่าเห็นอกเห็นใจชาวบ้าน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
โกลบอลวิตเนสรายงานว่าได้ส่งคนแอบติดตามเรือบรรทุกทรายที่ออกจากกัมพูชาและก็พบว่าเกือบทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังเดินหน้าถมทะเลเพื่อทำการขยายพื้นที่ของประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง
ส่วนรัฐบาลสิงคโปร์เองก็เล่นบทแกล้งเซ่อ ไม่รู้ไม่ชี้ว่าทรายที่เอามาถมทะเลนั้นมากจากไหน เจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์อ้างว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีนโยบายปกป้องสภาพแวดล้อมของโลก ส่วนถ้าทรายที่นำเข้ามาจากแหล่งที่ผิดกฎหมายก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในประเทศต้นทางต้องจัดการเอง
ถ้ารัฐบาลกัมพูชายังละเลยไม่สนใจที่จะจัดการกับปัญหาเรื่องนี้ การขุดทรายอาจจะบานปลายกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในอนาคตได้ เหมือนๆ กับปัญหาการไล่ที่ชาวบ้าน