English News
หน้าแรก สารการค้า ไดนามิค อินดรัสตี้ ติดต่อโฆษณา เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา
Tharn Samutprakarn
หนังสือพิมพ์ ไดนามิค อินดัสตรี้
 
30 ปี ถาวรกรุ๊ป ขยายธุรกิจสู่อีสาน ปี 54โกยรายได้หมื่นล้าน
[Dynamic] - ธุรกิจการตลาด : ฉบับที่ ฉบับ 274 ประจำวันที่ 1 - 15 มกราคม 2555

 

Loading image...

30 ปี ถาวรกรุ๊ป ขยายธุรกิจสู่อีสาน ปี 54โกยรายได้หมื่นล้าน

"ถาวรกรุ๊ป" ควักงบ 487 ล้านบาทหลังบีโอไอสนับสนุนลงทุนผุดโรงงานยางแท่งที่จังหวัดหนองคาย รองรับผลผลิตยางพาราจากอีสานและโครงการยางล้านไร่ ตั้งเป้ายอดขายปี 2554 แตะหมื่นล้านบาทเหตุจากราคายางพุ่ง ด้านนายกสมาคมยางพาราไทยมองตลาดยางยังมีแนวโน้มดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก

            นายถาวร เรืองวรุณวัฒนา ประธานกลุ่ม บริษัทถาวรกรุ๊ปฯ ผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯได้ขยายธุรกิจสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีโครงการก่อสร้างโรงงานยางแท่งที่จังหวัดหนองคายด้วยงบประมาณ 487 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินงานก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2554 และมีกำลังผลิต 4,000-5,000 ตันต่อเดือน ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ

            "ปัจจุบันโรงงานทั้งหมดของกลุ่มถาวรตั้งอยู่ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา และได้ขยายไปที่จังหวัดหนองคาย วัตถุประสงค์เพื่อรองรับผลผลิตยางพาราพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ที่เกษตรกรมีการปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก รวมถึงโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราของรัฐบาลด้วย โดยโครงการยางล้านไร่เริ่มกรีดน้ำยางได้แล้ว ส่วนเหตุผลในการสร้างโรงงานยางแท่งแทนที่จะเป็นยางแผ่นรมควันหรือน้ำยางข้น เพราะเกษตรกรภาคอีสานนิยมเก็บยางถ้วย ซึ่งเหมาะสำหรับป้อนโรงงานยางแท่งมากกว่านำมาทำน้ำยางข้นหรือยางแผ่น"นายถาวร กล่าว

            ปัจจุบัน “ถาวรกรุ๊ป” มีบริษัทในเครือ 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา (1982) จำกัด เป็นโรงงานผลิตยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้น และบริษัทถาวรอุตสาหกรรมยางแท่ง จำกัด ผลิตยางแท่ง ปัจจุบันมีกำลังผลิตน้ำยางข้น 10,000 ตันต่อเดือน ยางแท่ง 4,000 ตันต่อเดือน ส่วนยางแผ่นรมควันกำลังผลิตจะขึ้นกับสถานการณ์วัตถุดิบและราคา เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ตันต่อเดือน ส่วนสวนยางพาราปลูกไว้ที่จังหวัดหนองคายประมาณ 1,000 ไร่

            นายถาวร กล่าวว่า เนื่องจากปี 2554 ราคายางค่อนข้างสูง กลุ่มยางพาราจึงได้ตั้งเป้ายอดขายสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมียอดขายประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามียอดขาย 6,000 ล้านบาท โดยปริมาณการขายไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะใช้สินค้าที่บริษัทในเครือเป็นผู้ผลิตเท่านั้น ไม่ได้รับซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นเพิ่มเติม แต่ตั้งเป้ารายได้สูงขึ้นเพราะเชื่อว่าราคายางที่สูงขึ้นจะทำให้กลุ่มมีรายได้สูงตามไปด้วย

            "กลุ่มบริษัทถาวรอุตสาหกรรมยางพาราฯ  ทำธุรกิจนี้มานาน แต่ยังเป็นธุรกิจครอบครัวอยู่ เพราะไม่ได้ดึงผู้บริหารจากภายนอกมาร่วมบริหารแต่อย่างใด ยอดขายปีละ 6,000-10,000 ล้านบาท จัดว่าเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ เพราะว่าลักษณะอุตสาหกรรมยางรายใหญ่กับรายย่อยจะมียอดขายที่ห่างกันมาก โดยผู้ผลิตรายใหญ่ 10 ราย คุมตลาดมากถึง  70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีก 30 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในมือผู้ผลิตรายย่อยที่มีมากกว่า 60 บริษัท"  นายถาวร กล่าว   

            ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทถาวรฯ เป็นผู้ประกอบการธุรกิจยางพารารายใหญ่และเก่าแก่รายหนึ่ง โดยก่อตั้งบริษัทแห่งแรกตั้งแต่ปี 2525 หรือประมาณ 30 ปีแล้ว ทำธุรกิจยางพาราครบวงจร ได้แก่ ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น และสวนยางพารา โดยลักษณะการบริหารยังเป็นในรูปของธุรกิจครอบครัว

            ประธานกลุ่มบริษัทถาวรฯให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรมยางพารา ว่าเป็นธุรกิจที่ยังน่าลงทุน เพราะสินค้ายางพาราขายได้ตลอดทั้งปีขึ้นอยู่ว่าราคาจะสูงหรือต่ำ แต่ตลาดยังมีความต้องการอยู่ แม้ว่าตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป จะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแต่ตลาดจีนยังไปได้ดี อย่างไรก็ดี ในฐานะที่คลุกคลีวงการยางมานานอยากให้ผู้ประกอบการยางพารามีความสามัคคีกันมากกว่านี้ ที่ผ่านมาจะมีการแข่งขันกันสูงจนภาพที่ออกมาขาดความสามัคคีกัน

            ด้านทพ.พงษ์ศักดิ์ เกิดวงศ์บัณฑิต นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า สถานการณ์ยางพาราในช่วงปลายปี 2554 มีแนวโน้มดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจโลก จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ในปี 2554 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก(GDP) 4.3 เปอร์เซ็นต์โดยประเทศจีนเติบโตสูงสุดที่ 9.9 เปอร์เซ็นต์ อินเดีย 8.4 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 6.2 เปอร์เซ็นต์ และไทย 5.5 เปอร์เซ็นต์ การเติบโตทางเศรษฐกิจส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์และความต้องการยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างรุนแรง ทั้งภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตของประเทศผู้ผลิตยางสำคัญ และเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ประเทศผู้ซื้อยางมีความต้องการยางเพิ่มขึ้น เนื่องจากคาดการณ์ว่าราคายางจะปรับตัวสูงขึ้น จากข้อมูลองค์กรยางระหว่างประเทศ(IRSG) ในช่วงปลายปี 2554 ผลผลิตยางธรรมชาติโลกเพิ่มขึ้นที่ปริมาณ 10.99 ล้านตัน โดยไทยยังคงผลิตยางธรรมชาติได้เป็นอันดับ 1 คือ 3.44 ล้านตัน รองลงมาคืออินโดนีเซีย 2.86 ล้านตัน มาเลเซีย 1.11 ล้านตันและอินเดีย 916,000 ตัน ประเทศผู้ผลิตที่น่าจับตามองคือ เวียดนาม คาดว่าปี 2554 เวียดนามจะผลิตยางได้ 795,000 ตัน ทำให้เวียดนามเป็นประเทศผู้ผลิตยางอันดับ 5 ของโลก ส่วนความต้องการยางพาราในตลาดโลก คาดว่าปี 2554 จะมีปริมาณความต้องการเพิ่มเป็น 10.97 ล้านตัน ความต้องการที่เพิ่มขึ้นจะมาจากตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย และเกาหลีใต้ รวมทั้งตลาดในอเมริกาใต้ เช่น บราซิล เป็นต้น ปี 2554 คาดว่าจีนมีปริมาณการใช้ยางธรรมชาติเป็นอันดับ 1 คือ 3.75 ล้านตัน รองลงมาคืออินเดีย 1.06 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 879,000 ตัน และญี่ปุ่น 789,000 ตัน 

            สำหรับราคายางไทยคาดว่ามีโอกาสผันผวน เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงหลายประการดังนี้ 1. ปัจจัยเสี่ยงด้านการผลิต จากสภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณการผลิตยาง 2. ปัจจัยเสี่ยงด้านความต้องการ ทางด้านบวกคือ ความต้องการยางจีนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ปี 2563 คาดว่าจีนจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ (Auto Manufacturing Center) ชั้นนำของโลกที่มีกำลังการผลิตถึง 30 ล้านคันต่อปี

นอกจากนี้จีนจะพัฒนาเป็นฐานการผลิตรถยนต์สีเขียว (Green Auto) ที่ใช้พลังงานทดแทน และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดมาตรฐานรถยนต์ของโลกในอนาคต

เบริ์บของเนื้อหาถาวรกรุ๊ป

แนวโน้มอุตสาหกรรมยางพาราเป็นธุรกิจที่ยังน่าลงทุน เพราะสินค้ายางพาราขายได้ตลอดทั้งปีขึ้นอยู่ว่าราคาจะสูงหรือต่ำ แต่ตลาดยังมีความต้องการอยู่ แม้ว่าตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป จะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแต่ตลาดจีนยังไปได้ดี

 

 

 

 

 

 

(ถ้าข่าวพอไม่ต้องเอาข่าวย่อหน้านี้)

ส่วนด้านลบ จากราคายางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้บริษัท บริดสโตน คอร์ปอเรชั่น มีแนวความคิดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดการใช้ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ลง 50 เปอร์เซ็นต ์ ในปี 2563 เพื่อลดความเสี่ยงของต้นทุนวัตถุดิบ โดยยางล้อยังคงมีคุณสมบัติเช่นเดิม แนวความคิดดังกล่าวอาจทำให้ปริมาณความต้องการยางธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง 3.ปัจจัยเสี่ยงด้านความความต้องการยางล้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และโรงงานยางล้อมีความจำเป็นต้องลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

            ดังนั้นโรงงานยางล้อจึงต้องการยางคุณภาพพิเศษซึ่งมีความหนืดและปริมาณเจลต่ำ(Low viscosity and low gel) โดยบริษัท บริดสโตน คอร์ปอเรชั่นได้เสนอบรรจุยางคุณภาพพิเศษ (Lov) ในมาตรฐานไอเอสโอ (ISO) ดังนั้นผู้ประกอบการควรได้ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในด้านการแข่งขัน 4. ปัจจัยเสี่ยงด้านค่าเงิน ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งถ้าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่ง จะส่งผลทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันในการส่งออกยางในตลาดโลก

 

 

 
 
 

ฐานสมุทร บริษัทฐานสมุทรปราการ จำกัด จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ Free Site Counter  
122 ซ. สุภาพงษ์ แยก 5-2 แขวงหนองบอน เขตประเวช กรุงเทพฯ 10250 โทรศัพท์: 02-7434999 Email: theccn_news@yahoo.com