
ปตท.ปรับแผนลงทุนแอลเอ็นจีเร็วขึ้นรองรับความต้องการใช้ก๊าซ
ปตท.เร่งลงทุนแอลเอ็นจีเฟส 2 อีก 5 ล้านตัน เร็วกว่ากำหนด 1-2 ปี หลังพบความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น คาดลงทุนในปี 2556 ไม่เกินปี 2558 เหตุพลังงานปรับปรุงแผนพีดีพี 2010 ส่งผลโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ต้องเข้าระบบแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-ถ่านหิน
นายพีระพงษ์ อัจฉริยชีวิน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ปตท. เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างการเร่งศึกษา สำหรับการลงทุนสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 2 ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด กำลังการรองรับก๊าซฯ 5 ล้านตันให้เร็วขึ้น จากแผนเดิมที่จะขยายโครงการในระยะที่ 2 ในปี 2559 มาเป็นไม่เกินปี 2558
โดยจะสรุปแผนให้แล้วเสร็จภายในกลางปี 2555 และเริ่มลงทุนในปี 2556 และเข้าระบบในปี 2557-2558 ทั้งนี้คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนต่ำกว่าระยะแรก ที่ลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท เนื่องจากสามารถใช้ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เช่น ท่าเรือ หรือคลัง ร่วมกับสถานีเดิมได้
ทั้งนี้การเร่งขยายการลงทุนดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการแอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้น หลังจากพบว่าแอลเอ็นจีระยะแรก 5 ล้านตัน ซึ่งกำลังทยอยนำเข้าปีละ 1 ล้านตันตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา จะไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ทั้งหมด
ขณะที่กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการปรับปรุง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ฉบับ 2010 ที่จะเลื่อนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ออกไป ขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะเข้าได้ตามแผน และจะสามารถมาแทนนิวเคลียร์ได้ตามแผนหรือไม่
ในช่วง 5-6 เดือนหลังจากนี้ จะต้องติดตามการปรับแผนพีดีพีของกระทรวงพลังงาน เพื่อให้มีข้อมูลชัดเจนว่า จะนำโรงไฟฟ้าก๊าซฯ มาแทนที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือไม่ และถ่านหินจะเดินหน้าตามแผนได้หรือไม่ และต้องประเมินความต้องการใช้ก๊าซฯ ในภาคอุตสาหกรรมและขนส่งที่มีสัดส่วนการใช้ก๊าซฯ ที่ระดับ 20-30 เปอร์เซ็นต์ด้วย นายพีระพงษ์ กล่าว
โดยปัจจุบันแม้ความต้องการใช้ก๊าซจะลดลงเหลือ 3,800-3,900 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิม 4,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่คาดว่าจะเป็นการลดลงชั่วคราวในช่วงน้ำท่วมเท่านั้น แต่หลังจากนี้การใช้จะกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากภาคการผลิตฟื้นฟูแล้วและภาคการบริโภคกลับมาฟื้นตัวเป็นปกติ ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานมาก
นายพีระพงษ์ กล่าวว่า ในการนำเข้าแอลเอ็นจีนั้น ปัจจุบันทยอยนำเข้าระบบจริงประมาณ 130-140 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งถือว่ายังเป็นสัดส่วนไม่มากนักหรือไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการใช้ก๊าซฯ จากอ่าวไทยและสหภาพพม่า แต่จะเพิ่มเป็นสัดส่วนถึงระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลา 10 ปีและระยะยาว เมื่อแอลเอ็นจีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแล้ว โครงสร้างการนำเข้าและจัดจำหน่ายก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพื่อรองรับตลาดที่เปิดกว้างขึ้น เช่น การมีผู้ค้าหลายราย จากปัจจุบันที่ ปตท.ยังเป็นกลไกหลักของรัฐในการนำเข้าและกระจายแอลเอ็นจีไปสู่ความต้องการใช้ เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นในการวางระบบ
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีแอลเอ็นจีเข้ามามากขึ้น ผู้ใช้ก็ต้องยอมรับในเรื่องต้นทุนที่จะสูงตามไปด้วย ทั้งต้นทุนในภาคการผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมและขนส่ง เพราะแอลเอ็นจีมีต้นทุนจากการจัดหาและนำเข้าสูงกว่าก๊าซฯ ในอ่าวไทยมากกว่า 1 ตัว