
ยูเอฟพี รุกหนักเปิดแผนธุรกิจ 5 ปี
"ยูเอฟพี" ลั่นพร้อมส่งแบรนด์สินค้าลุยตลาดภายในปี 55 หลังรับจ้างผลิตมานานร่วม 30 ปี เปิดแผนธุรกิจ 5 ปีปรับสัดส่วนตลาดส่งออก เพิ่มผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อไก่และกุ้งลดความเสี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจโลก วัตถุดิบขาดแคลน เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มหวังเพิ่มกำไร
นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและการตลาด บริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด หรือยูเอฟพี เปิดเผยว่าขณะนี้ บริษัท ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกที่เป็นการรับจ้างผลิต ตลาดส่งออกหลักคือสหรัฐอเมริกาสัดส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ สหภาพยุโรป 20 เปอร์เซ็นต์ เอเชีย 20 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศ 10 เปอร์เซ็นต์ สินค้าที่ผลิตจะเป็นประเภทคอมมอดิตีเป็นหลัก ยอดส่งออกปัจจุบันประมาณ 8,500 ล้านบาท ถึงแม้จะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ผลกำไรค่อนข้างต่ำคือประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ดังนั้นภายใน 5 ปีข้างหน้า (2555-2560) ยูเอฟพีจึงได้วางนโยบายบริหารงานใหม่ ได้แก่นโยบายด้านการตลาด จะลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยจะให้ความสำคัญกับทุกตลาดในอัตราที่ใกล้เคียงกันกล่าวคือเป็นตลาดสหรัฐอเมริกา30เปอร์เซ็นต์ สหภาพยุโรป 30 เปอร์เซ็นต์ เอเชีย 30 เปอร์เซ็นต์ และในประเทศ 10 เปอร์เซ็นต์ นโยบายผลิตสินค้าเดิมไลน์สินค้าประจำสัดส่วน 5 เปอร์เซ็นต์ ไลน์สินค้ามูลค่าเพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ คอมมอดิตี 85 เปอร์เซ็นต์ จะปรับใหม่เป็นไลน์ประจำ 15 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าเพิ่ม50 เปอร์เซ็นต์ คอมมอดิตี 35 เปอร์เซ็นต์
เหตุที่ต้องปรับสัดส่วนตลาดเพื่อลดความเสี่ยงวิกฤติเศรษฐกิจของแต่ละตลาด หากเรากระจายตลาดหากเกิดวิกฤติกับประเทศใดจะได้ไม่กระทบมาก เช่นเดียวกับสินค้ากลุ่มคอมมอดิตีผลกำไรจะต่ำมากประกอบกับวัตถุดิบเริ่มลดลง เช่นยูเอฟพีผลิตสินค้าหมวดกุ้งมากที่สุด หากผลผลิตกุ้งลดราคาแพงจะได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่ถ้าหากผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มการใช้วัตถุดิบจะลดลงแต่มูลค่าจะสูงขึ้น เช่นสินค้าแบรนด์พรานทะเล ซึ่งเป็นสินค้าพร้อมรับประทาน ช่วงเวลา 8 ปี ขณะนี้สามารถทำกำไรได้ประมาณ 4-5 เปอร์เซ็นต์แล้ว
นอกจากนี้ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมาลักษณะธุรกิจของยูเอฟพีเน้นรับจ้างผลิต แต่ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นไป จะเริ่มสร้างแบรนด์ "ยูเอฟพี" ลักษณะจะเป็นแบรนด์สินค้าไม่ใช่แบรนด์บริษัท โดยสินค้าที่ผลิตจะต้องไม่ซ้ำกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าจ้างผลิตเพราะมิฉะนั้นแล้วจะไปแข่งกับลูกค้าของเราเอง แต่ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "ยูเอฟพี" ลูกค้าสามารถนำไปจำหน่ายได้ คาดว่าช่วงแรกของการทำตลาดจะสร้างรายได้ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรวมยูเอฟพี
การทำตลาดต่างประเทศสำหรับสินค้าอาหารทะเล ในอดีตทุกโรงงานจะรับจ้างผลิตแต่ปัจจุบันการแข่งขันสูง ลูกค้าสามารถที่จะไปว่าจ้างโรงงานในประเทศจีน อินโดนีเซีย เวียดนามผลิตได้ แม้ว่าประเทศไทยยังมีจุดแข็งที่สินค้ามีคุณภาพ ส่งมอบตรงต่อเวลา แต่ความจำเป็นในการสร้างแบรนด์ของตัวเองสำหรับสินค้าอาหารทะเลคิดว่ามีความจำเป็นต้องทำ แต่ทั้งนี้ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
นายอนุรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการที่ผลิตภัณฑ์ของยูเอฟพีใช้สินค้ากุ้งเป็นหลัก ปัจจุบันผู้ประกอบการมีมากรายแต่การผลิตกุ้งยังอยู่ที่ประมาณ 400,000 ตันต่อปี ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงเพราะซัพพลายที่ไม่เพียงพอกับความต้องการราคาอาจสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูง ดังนั้นยูเอฟพีจึงขยายผลิตภัณฑ์เพิ่มประเภทเนื้อไก่ ซึ่งปีนี้ได้ลงทุนประมาณ 15 ล้านบาท เพิ่มไลน์ผลิตสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์จากไก่ คาดว่าจะแล้วเสร็จและผลิตได้เดือนมีนาคม 2555