ขณะที่ยุโรปยังอยู่ในภาวะย่ำแย่ อาเซียนกลายเป็นความหวังใหม่
อย่างที่รู้ๆ กัน ภาวะทางเศรษฐกิจของเหล่าประเทศในกลุ่มสกุลเงินยูโรยังย่ำแย่ และปีใหม่นี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น เผลอๆ อาจจะแย่ลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้น นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างก็เห็นตรงกันว่าบทบาททางการเงินและเศรษฐกิจของยุโรปก็คงจะค่อยๆ หมดความหมาย
หลายสายตาจึงหันมามองประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยความหวังว่าจะเป็นภูมิภาคที่ช่วยฉุดให้เศรษฐกิจของโลกหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติได้ ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจมากที่สุด
ยิ่งถ้าบวกอีกสามประเทศในเอเซียซึ่งเป็นคู่ค้าคู่เจรจาของอาเซียนเข้าไปด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้อาเซียนมีศักยภาพมากขึ้นเป็นเท่าตัวทีเดียว ประเทศที่ว่านี้ก็คือ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เฉพาะการค้าขายในหมู่อาเซียน 10 ประเทศเองก็ถือว่าคึกคักเต็มที่ จากที่เคยมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 17 ในปี 1990 ก็กระโดดขึ้นไปถึงร้อยละ 25 ในปีที่ผ่านมา
แต่ถ้านับอีกสามประเทศที่ว่าเข้าไปด้วย สัดส่วนการค้าขายปีที่แล้วสูงขึ้นถึงร้อยละ 58 ทั้งนี้ก็เป็นผลพวงโดยตรงของการทำข้อตกลงการค้าเสรี และการที่ประเทศในกลุ่มนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการค้าขายและลงทุนในประเทศอื่นๆ ที่อยู่นอกกลุ่ม
ถ้ามองย้อนกลับไปในปี 1997 คงจำได้ว่าบรรดาประเทศในแถบนี้เกือบทั้งหมดต่างก็แทบจะพังพาบกันไปหมดเพราะฤทธิ์ต้มยำกุ้ง แต่ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แถวยังสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของตัวเองจนสามารถรับมือกับวิกฤติรอบใหม่ได้อย่างสบาย ต่างจากประเทศในยุโรปและสหรัฐที่โดนวิกฤติเข้าไปเต็มที่
นักวิเคราะห์มองว่าประเทศในภูมิภาคนี้ได้รับบทเรียนและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือการเรียนรู้ในการร่วมมือกันจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของภูมิภาคนี้ก็ยังดูสดใส ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย หรือเอบีดี คาดการณ์ว่ารายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรในประเทศอาเซียนจะพุ่งสูงถึง 9,012 ดอลล่าร์สหรัฐ ขณะที่ของประเทศจีนจะสูงถึง 12,361 ดอลล่าร์สหรัฐ และของญี่ปุ่นจะอยู่ที่ 40,415 ดอลล่าร์สหรัฐ
เหตุผลสำคัญที่ทำให้อาเซียนมีโอกาสรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจก็เพราะจุดที่ตั้งของประเทศเหล่านี้ซึ่งเชื่อมาต่อระหว่างสองประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ คือจีนและอินเดีย อีกทั้งยังอยู่ในจุดที่เชื่อมกับตะวันออกกลางและประเทศตะวันตก บวกกับการมีฐานผลิตที่แข็งแกร่ง ทำให้ประเทศในอาเซียนเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนจากภูมิภาคต่างๆ และแถมยังเป็นตลาดใหญ่ด้วย
สิ่งที่ท้าทายอาเซียนก็คือ ทำอย่างไรประเทศที่ถือว่าเป็นสมาชิกใหญ่และยังต้องพัฒนาตัวเองนั้นจะก้าวขึ้นมาเท่าทันเพื่อนๆ ที่เหลือในอาเซียนได้อย่างรวดเร็ว การที่พม่าเริ่มปรับตัวเองเพื่อสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยก็ถือว่าเป็นข่าวดี เพราะนั่นย่อมหมายถึงการเปิดตลาดและโอกาสการลงทุนครั้งใหญ่
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาเซียนก็คือ การที่ทั้ง 10 ประเทศสมาชิกจะรวมตัวเป็นประชาคมในปี 2558 เพราะนั่นจะทำให้อาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และจะเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ
เพราะฉะนั้นคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ก็คือ บรรดาประเทศในอาเซียนจะต้องร่วมมือร่วมใจกับปรับแนวนโยบายด้านต่างๆ ให้สอดคล้องและประสานกันอย่างจริงจัง เพราะความล้มเหลวในยุโรปเป็นบทเรียนทีมองข้ามไม่ได้เลย