
บีโอไอไฟเขียวด่านช้างลงทุน 1,682 ล้าน ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล
ด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี ลงทุน 1,682 ล้าน หลังบีโอไอไฟเขียวนำเข้าเครื่องจักรเพื่อผลิตไฟฟ้าชีวมวล (ชานอ้อย) กำลังผลิต 32 เมกะวัตต์ ผลักดันธุรกิจพลังงานทดแทน เน้นผลิตใช้ภายในองค์กรพร้อมส่งมอบ กฟภ. คาดเสร็จสมบูรณ์ต้นปี 55
นายสุรเดช เจริญสุข ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ด่านช้าง ไบโอ-เอ็นเนอร์ยี จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล(ชานอ้อย)ว่า หลังจากที่บริษัทฯได้รับส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล (ชานอ้อย) จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ในปี 2553 ที่ผ่านมา เป็นมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 1,682 ล้านบาท เพื่อทำการผลิตไฟฟ้าที่โรงงานในจังหวัดสุพรรณบุรี และในปี 2554 โครงการดังกล่าวคืบหน้าแล้วกว่า 97 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้อยู่ในช่วงการดูแลและทดสอบงานระบบซึ่งคาดว่าต้นปี 2555 โครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จสมบูรณ์
บริษัทฯได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในโครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล(ชานอ้อย) นั้น บริษัทฯได้รับสิทธิพิเศษในการลดหย่อนภาษีนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งมีระยะเวลาในสิทธิพิเศษดังกล่าวประมาณ 5 ปี โดยการผลิตกระแสไฟฟ้าในครั้งนี้ บริษัทฯนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์การผลิตใหม่ทั้งหมด และเลือกใช้เครื่องจักรจากทวีปเอเชีย ซึ่งมีราคาถูกกว่าทวีปยุโรปที่เคยเลือกใช้ แต่ด้านของคุณภาพและประสิทธิภาพนั้นสามารถทัดเทียมกับยุโรปได้
โครงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล(ชานอ้อย) มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 32 เมกะวัตต์ และ ไอน้ำ 170 ตันต่อชั่วโมง โดยโครงการมีปริมาณการใช้ชานอ้อยสำหรับเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 560,000 ตันต่อปี ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้น บริษัทฯเน้นผลิตเพื่อนำกระแสไฟฟ้าที่ได้มาใช้ภายในองค์กร ส่วนที่เหลือจะขายและส่งมอบให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยแบ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ผู้จัดการโรงงานกล่าวต่อว่า เดิมทีนั้นชานอ้อยที่เหลือจากการนำมาแปรรูปผลิตเป็นน้ำตาลของบริษัทแม่เครือมิตรผล ซึ่งในก่อนหน้านี้นับว่าเป็นภาระของโรงงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากในแต่ละปีมีชานอ้อยเหลือเป็นจำนวนมาก ทางมิตรผลจึงหาแนวทางเพื่อสานต่อให้เกิดประโยชน์และเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจใหม่ จึงตั้งเป็นธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล เพื่อมารับผิดชอบและดูแลในส่วนของพลังงานโดยเฉพาะ
นอกจากนี้บริษัทฯยังลงทุนสร้างบอยเลอร์ (boilers) ประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้สามารถใช้วัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงเท่าเดิม แต่เราสามารถผลิตไฟฟ้าได้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยในการลดต้นทุนในการประกอบกิจการของบริษัทฯได้เป็นอย่างดี