เมื่อยุโรปตกเป็นเป้าของการขยาย อำนาจทางเศรษฐกิจของ แดนมังกร
ในบรรดาประเทศทั้งหลายในโลกใบนี้ คงไม่มีใครมีเงินสำรองมากไปกว่าประเทศจีนแล้ว ทุกวันนี้จีนมีเงินสำรองมากถึง 3 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกนับตั้งแต่เปิดประเทศต้อนรับระบบทุนนิยมเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่จีนถึงได้เดินหน้าลงทุนและกว้านซื้อธุรกิจและอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ ในเกือบทุกภูมิภาคของโลก
แม้แต่ประเทศในสหภาพยุโรปซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจยังต้องบากหน้าหันไปพึ่งพาเงินลงทุนจากจีนนับตั้งแต่โดนวิกฤติเศรษฐกิจเล่นงานมาตั้งแต่สองสามปีที่แล้ว พูดง่ายๆ ก็คือทุกวันนี้ประเทศในเขตยูโร แทบไม่มีอำนาจต่อรองกับจีน
จีนเป็นประเทศที่ยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุด และยังมีจำนวนอภิมหาเศรษฐีที่เพิ่มมากขึ้นในอัตราสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก ในภาพรวมจำนวนอภิมหาเศรษฐีในเอเซียเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในจีน ทำให้จำนวนมหาเศรษฐีในเอเซียทุกวันนี้มีมากถึง 3.3 ล้านคน เปรียบเทียบกับ 3.1 ล้านคนในยุโรป
ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวกระเป๋าตุงจากจีนเดินตามท้องถนนและแหล่งช้อปปิ้งในเมืองต่างๆ ของยุโรป ไม่ว่าจะเป็นปารีส ลอนดอน หรือมิลาน เต็มไปหมด นักวิเคราะห์ในวงการท่องเที่ยวทำนายว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าชาวจีนจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่ในโลกด้วยซ้ำ
ยุโรปทุกวันนี้ได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุนจากจีน ตั้งแต่การสร้างระบบสาธารณูปโภคด้านต่างๆ ใจนถึงธุรกิจโรงแรมและแฟชั่น ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามของจีนที่จะยกระดับอุตสหกรรมในบ้านตัวเองเพื่อปรับตัวรับมือกับการแข่งขันจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
ก่อนหน้านี้จีนได้บุกเข้าไปแล้วในภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะในอัฟริกาและละตินอเมริกา โดยมีเป้าหมายที่จะเอาประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งพลังงาน แต่ในขณะที่ชนชั้นกลางของจีนเริ่มขยายตัวพร้อมๆ กับมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นโดยทั่วไปของชาวจีน รัฐบาลจีนจึงจำเป็นต้องหาทางให้ประเทศหลุดพ้นจากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมพื้นฐานเพื่อกระโจนเข้าสู่การผลิตและการให้บริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เพราะฉะนั้น บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมชั้นนำในยุโรปจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของจีนในขณะนี้ เพราะนอกจากจะเป็นช่องทางลัดในการยกระดับความสามารถและมาตรฐานการผลิตแล้ว จีนยังมองว่าการเข้าไปกว้านซื้อกิจการเหล่านี้ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการสร้างตลาดใหม่
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าการลงทุนของจีนในยุโรปในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปี 2009 และมีแนวโน้มชัดจนว่าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา มูลค่าการลงทุนของจีนในยุโรปอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เฉพาะในครึ่งปีแรกของปี 2011 มูลค่ารวมกันก็มากกว่านั้นแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังสร้างความฮือฮาด้วยการเข้าไปช่วยซื้อพันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลต่างๆ ในสหภาพยุโรป ซึ่งเท่ากับเป็นการเข้าไปกอบกู้สถานการณ์ทางการเงินให้กับประเทศเหล่านี้ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่
ฉบับหน้าจะกลับมาดูกันครับว่า จีนได้บุกเข้าไปในธุรกิจและอุตสาหกรรมอะไรบ้าง และคนยุโรปคิดอย่างไรกับการบทบาทของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน