คอลัมน์ “คลีนิคอุตสาหกรรม”
นสพ.ไดนามิค 264
LPG ก่อไข้อุตสาหกรรม
กระแสการคัดค้านมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี-LPG) ภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2554 เป็นต้นไป โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ซึ่งเป็นรัฐบาลรักษาการจะทยอยปรับขึ้นไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม รวมทั้งหมด 4 ครั้ง จากปัจจุบันที่ราคาก๊าซ LPG อยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม
ภาคเอกชนร้องคัดค้านว่า รัฐบาลไม่ควรสร้างปัญหาเพิ่มเติม เพราะการลอยตัวกระทบภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ เพื่อแก้ปัญหาพลังงานทั้งประเทศ หรือดูเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเดียวคงไม่ได้
ล่าสุดตัวแทนองค์กรภาคเอกชน 6 องค์กรในจังหวัดลำปาง ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลรักษาการ ประกอบด้วย สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง หอการค้าจังหวัดลำปาง สสวท.ลำปาง สมาคมอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง ว่าจะก่อผลกระทบอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนทั้งหมดเพิ่มขึ้นทันที สิ่งที่เกิดขึ้นคืออุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลางจะทยอยปิดกิจการอย่างน้อย 30 โรงงานจากทั้งหมด 200 กว่าโรงงาน ส่วนที่เหลือจะลดจำนวนวันทำงานลง จากปัจจุบันทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ จะลดลงเหลือ 5 วันต่อสัปดาห์ เนื่องจากราคาสินค้าปรับราคาเพิ่มขึ้นไม่ได้ ขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้น และสินค้าส่งจำหน่ายแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ ทำให้การผลิตลดลง
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอให้ทบทวน โดยเสนอให้รัฐบาลทยอยปรับขึ้นราคาก๊าซปีละ 1 บาทให้ครบ 3 บาทภายใน 3 ปี เพื่อให้เอกชนได้ปรับตัวและศึกษาหาพลังงานอื่นมาทดแทน
หลังจากนั้นเอกชนยินดีที่จะรับมาตรการลอยตัวราคาก๊าซเต็มที่ เพราะการขึ้นราคาก๊าซ 12 บาท ภายใน 1 ปี ทำให้ราคาต้นทุนก๊าซอยู่ที่ 30.13 บาท จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิกที่มีต้นทุนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อุตสาหกรรมแก้วและกระจกมีการใช้ประมาณ 600,000 ตันต่อปี คิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ จากอุตสากหรรมโดยรวมใช้อยู่ 5,948,870 ตันต่อปี
ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอทางแก้ไขการลอยตัวก๊าซ LPG หากไม่แก้ไขหรือหาทางออกให้กับภาคเอกชน จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมแก้ว กระจก และเซรามิก ที่ส่วนใหญ่เป็น SMEs และรับออเดอร์จากต่างประเทศจำนวนมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการส่งออกมากกว่า 70,000 ล้านบาท อีกทั้งจะกระทบต่อแรงงานกว่า 40,000 คน จึงให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาให้การช่วยเหลือแทน อาทิ การให้สินเชื่อ การจัดหาพลังงานทางเลือกอื่นมาทดแทน LPG รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน