ถึงแม้เศรษฐกิจยังแจ๋ว คนจน สิงคโปร์เริ่มส่งเสียงเขย่ารัฐบาล
เป็นประเด็นที่ทั่วโลกยังขบคิดกันอยู่หลังจากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต ได้ลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประเทศนี้ยืนอยู่ในอันดับสูงสุดมาตั้งแต่ปี 1917
ทั้งนี้เป็นผลพวงมาจากการที่สภาคองเกรสได้งัดข้อกันเกี่ยวกับการตัดงบประมาณและเพดานการกู้ยืมของชาติ จนก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนและผลกระทบในตลาดการเงินในวงกว้าง จนหลายคนเริ่มเป็นห่วงอนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐ
นั่นเป็นเรื่องของสหรัฐ แต่หันมาดูเอเซีย ปรากฏว่าล่าสุดสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ กลับยืนยันความน่าเชื่อถือในระดับสามเอให้กับสิงคโปร์เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา ซึ่งก็เท่ากับเป็นการประกาศว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ยังน่าลงทุนทางด้านการซื้อพันธบัตรรัฐบาล
ทั้งโลกขณะนี้มีประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชี่อถือด้านเครดิตระดับสามเอ (AAA) เพียง 18 ประเทศเท่านั้น ในภูมิภาคเอเชีย มีเพียงสามสามประเทศเท่านั้น คือนอกจากสิงคโปร์แล้วก็มีเพียงออสเตรเลียและฮ่องกงเท่านั้น
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในสิงคโปร์จะสวยหรูไปหมด เพราะถึงแม้เศรษฐกิจจะมั่นคงและความน่าเชื่อถือทางเครดิตจะเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่เพราะการที่เศรษฐกิจสิงคโปร์มีขนาดเล็กและเปิดกว้าง โอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะผกผันของเศรษฐกิจโลกจึงมีสูง
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พรรคกิจประชา (PAP) ซึ่งครองอำนาจมากว่า 40 ปีต้องสูญเสียที่นั่งให้กับพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมาไม่นาน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่พรรครัฐบาลพรรคนี้ต้องเพลี่ยงพล้ำให้กับคู่แข่งขนาดนี้
ถ้าดูภาพใหญ่ก็จะเห็นภาพของสิงคโปร์ในฐานะประเทศที่มั่งคั่ง เป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้ สิงคโปร์ทุกวันนี้มีจำนวนมหาเศรษฐีต่อหัวของประชากรมากกว่าสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ ชาวสิงคโปร์โดยรวมมีฐานะความเป็นอยู่เหนือเพื่อนบ้านทุกประเทศในแถบนี้
ถ้ามองย้อนกลับไปดู ก็จะเห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจของสิงคโปร์มีเส้นทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 จนถึงปี 2010 ขนาดของ “จีดีพี” หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ กระโดดขึ้นถึง 41 เท่า ขณะที่สิงคโปร์กลายเป็นท่าเรือที่พลุกพล่านที่สุดอันดับสองของโลก ทุกวันนี้ธนาคารที่ถูกจัดอันดับให้แข็งแกร่งที่สุดสามแห่งของโลกตั้งอยู่ในสิงคโปร์
แต่เบื้องหลังภาพของความสวยหรูนี้ มีอีกภาพหนึ่งที่คนทั่วไปอาจไม่ค่อยได้เห็นนัก นั่นคือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พรรคกิจประชาที่ครองอำนาจมากว่า 40 ปี ต้องประสบกับเสียงไม่พอใจของชาวสิงคโปร์ที่ดังที่สุด จนทำให้ต้องสูญเสียที่นั่งให้กับพรรคฝ่ายค้านในจำนวนที่มากที่สุด
ถึงแม้สิงคโปร์จะไม่มีคนจนในลักษณะที่เหมือนบ้านเรา แต่ก็มีคนไม่น้อยที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มด้อยโอกาส ซึ่งคนเหล่านี้เริ่มส่งเสียงดังมากขึ้นทุกวัน และเป็นโจทย์ท้าทายรัฐบาลที่เพิ่งจะได้ชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
นั่นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องหันไปดูแลชาวบ้านธรรมดาๆ ในสิงคโปร์มากขึ้น