
รมต.อุตฯ ชงแผนยุทธศาสตร์รับ AEC ปี 58
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดงาน “OIE Forum : AEC 2015” ชี้แนะแนวทางมุ่งสู่ ASEAN+3 และ ASEAN+6 เร่งพัฒนาแผนงานใหญ่ มุ่งเปิดการค้าเสรี การค้าบริการ และการเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายย้ำประเทศไทยและประเทศในอาเซียนต้องสร้างความเข้มแข็งก่อนลุย AEC
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึง โอกาสของอุตสาหกรรมไทยที่กำลังก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ว่า “ขณะนี้การจัดทำนโยบายด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในประเทศพร้อมกับสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ โดยต้องมีความร่วมมือสร้างความเข้มแข็งไปด้วยกัน โดยไทยต้องตระหนักและเตรียมความพร้อมในทุกๆด้าน เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน และมุ่งสู่ ASEAN+3 และ ASEAN+6 ซึ่งในอนาคตไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างไร ไทยต้องมีการตรวจสอบPosition ว่าขณะนี้อยู่ ณ จุดใด และเป้าหมายจะเป็นอย่างไร และการดำเนินยุทธศาสตร์ควรเป็นอย่างไรจึงสามารถก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นได้”
ทราบโดยทั่วกันว่าในปี 2558 หรืออีกไม่ถึง 4 ปี จะเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ขึ้น AEC นี้เป็นส่วนหนึ่งของการรวมกลุ่มของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ที่ได้มีการลงนามใน “ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration)” เพื่อจัดตั้งสมาคมความร่วมมือในระดับภูมิภาคของประเทศต่างๆ ที่เรียกว่า “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations)อาเซียน” โดยมีสมาชิกเริ่มต้น ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงค์โปร์ และไทยและต่อมา บรูไน ได้เข้าร่วมหลังจากนั้นไม่นาน รวมเป็นประเทศกลุ่มเริ่มต้น 6 ประเทศที่เรามักเรียกกัน “อาเซียน 6 (ASEAN Six)” และต่อมาอาเซียนขยายการรับสมาชิก กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม จนครบ 10 ประเทศ
ที่ผ่านมาในการประชุมผู้นำอาเซียน ในปี พ.ศ. 2547 ที่เวียงจันทร์ ผู้นำอาเซียนเห็นชอบร่วมกันให้ในการเร่งเป้าหมายให้เสร็จเร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2558 ดังที่ทราบกันโดยทั่ว ซึ่งอาเซียนจะให้ความสำคัญกับเสาหลัก 3 ด้าน ได้แก่
-
เสาด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC-ASEAN Economic Community)
-
เสาประชาคมอาเซียนด้านการเมองและความมั่นคง (ASC-ASEAN Security Community)
-
เสาประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC-ASEAN Socio-Cultural Cultural Community)
ในส่วนที่เกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมมากที่สุดจะได้แก่เสาในด้านเศรษฐกิจที่เรียกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งในเสาหลักนี้อาเซียนได้จัดทำ AEC Blueprint ซึ่งเป็นแผนงานในการเข้าสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยมีส่วนที่ไทยต้องดำเนินการใหญ่ๆ หลายด้าน
การเปิดเสรีการค้าสินค้า
การเปิดเสรีการค้าสินค้า ภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement : ATIGA) อาเซียนมีเป้าหมายที่จะต้องดำเนินการยกเลิกภาษีสินค้าในบัญชีลดภาษี (Inclusion List) ให้กับประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน โดยสมาชิกกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย จะต้องลดภาษีให้เสร็จสิ้นภายในปี 2553 และสมาชิกใหม่ 4 ประเทศ (CLMV) ภายในปี 2558 ซึ่งส่งผลให้ในขณะนี้ภาษีสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของไทยมีอัตราที่ร้อยละ 0 หมดแล้วตั้งแต่ปี 2553 ที่ผ่านมา
ในขณะที่สินค้าอ่อนไหวมากนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกษตรมีภาษีที่อัตราร้อยละ 5 รวมทั้งได้มีการยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NTBs) ซึ่งส่วนมากจะได้แก่มาตรการโควต้าภาษีของสินค้าเกษตร โดยที่ผ่านมาอาเซียนได้มีการดำเนินการเกือบจะมีความสมบูรณ์แล้วกว่าร้อยละ 99.5 แล้ว
การเปิดเสรีการค้าบริการ
การเปิดเสรีการค้าบริการ มีการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ภายในปี 2553 ในสาขาบริการสำคัญ (Priority Integration Sector) ได้แก่ สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาสุขภาพ และสาขาการท่องเที่ยว ภายในปี 2556 ในสาขาโลจิสติกส์ และภายในปี 2558 ในสาขาบริการอื่นๆทุกสาขา ทั้งนี้ สามารถยกเว้นสาขาที่อ่อนไหวได้ ซึ่งในประเด็นการเปิดการค้าเสรีการบริการอาจไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ดูแลในด้านการผลิตมากนัก แต่กระทรวงอุตสาหกรรมก็จะทำหน้าที่ในการให้หารสนับสนุนในส่วนที่ต่อเนื่อง รวมถึงให้การสนับสนุนในด้านอื่นๆตามคมต้องการของหน่วยงานต่างๆหรือภาคเอกชนตามความเหมาะสม
การเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย
การเปิดเสรีด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะมีความเป็นเสรียิ่งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้สมาชิกมีมาตรการปกป้องที่เพียงพอเพื่อรองรับผลกระทบ เพื่อเป็นการทำให้การค้าการลงทุนระหว่างสมาชิกมีความคล่องตัวมากขึ้น
ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี โดยอาเซียนจะให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน “มีฝีมือ” ได้อย่างเสรีมากขึ้น โดยขณะนี้ได้มีการกำหนดไว้ที่ 7 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักบัญฐชี และนักสำรวจ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ของควมต้องการในตลาดแรงงานฝีมือ (Skilled Labor) รวมถึงมาตรการการดูแลความสมดุลหากเกิดการขาดแคลนแรงงานฝีมือทีมีการเคลื่อนย้ายออกจากไทย และในทางกลับกันแรงงานฝีมือจากประเทสอาเซียนเข้ามาสู่ไทยได้ง่ายมากขึ้น
การที่อาเซียนจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คงมีผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคงมีทั้งในด้านบวกและด้านลบ จึงทำให้ประเทศไทยต้องมีการเตรียมตัวรองรับ ควบคู่ไปกับการดำเนินการเชิงรุกเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการรวมตัวนี้ให้ได้มากที่สุด
ด้านนางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวถึง การจัดสัมมนางาน OIE Forum : AEC 2015 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสถานการณ์และภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศ วิสัยทัศน์ ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนแนวทางในการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม สำหรับการเตรียมรับการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเมื่อเกิด AEC ขึ้น อุตสาหกรรมไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันในรูปแบบต่างๆ อาจมีปัญหาระหว่างการแข่งขัน สศอ. จึงต้องเผยแพร่ความรู้เรื่อง AEC ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมได้รับรู้ในวงกว้าง เพื่อให้มีการปรับตัว ตลอดจนการนำไปใช้ประโยชน์สำรับผู้ประกอบการ
การเปลี่ยนแปลงประชากรในเอเชียและผลกระทบทางเศรษฐกิจ
(Changes in Geo Demographic)
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงประชากรในเอเชียและผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Changes in Geo Demographic) ว่า “ปัจจุบันเอเชียกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของโลก โดยเฉพาะสินค้าคงถาวรทั้งหลาย ซึ่งขณะเดียวกัน ประชากรวัยทำงานรุ่นใหม่ ที่มีการบริโภคสินค้าและบริการใหม่ๆ แบบ Fusion ด้วยเหตุนี้เอเชียจึงก้าวสู่สังคมบริโภค แต่ทั้งนี้ คนชั้นกลางส่วนใหญ่ในเอเชียยังมีรายได้ต่ำ เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งในสังคม
ปัญหาสำคัญในศตวรรษนี้คือ คนเอเชียจะแก่ตัวก่อนร่ำรวย ซึ่งจะแตกต่างจากชาติตะวันตกโดยสิ้นเชิง ดังนั้นคนเอเชียควรตระหนักว่า เราจะสร้างระบบบำนาญที่ไม่ก่อภาระการคลังได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว คนหนุ่มสาวยังมีช่วงระยะเวลาในการทำงานที่สั้นลง ซึ่งในทางกลับกันมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และส่งผลต่อปัญหาที่ต้องเก็บเงินจำนวนมากสำหรับใช้ในยามชรา
รัฐจะมีนโยบายในการส่งเสริมและสร้างระบบในการออม (เช่น กองทุนการออมแห่งชาติสำหรับแรงงานนอกระบบ) ตลอดจนการให้ความรู้ว่าควรลงทุนอย่างไร จึงจะทำให้ประเทศสามารถสร้างประโยชน์จากการออมอันเนื่องจากคนเอเชียมีอายุที่ยืนขึ้น และสามารถตักตวงประโยชน์ปันผลจากประชากรระลอกที่ 2 (second demographic dividend)
ซึ่งในขณะนี้ TDRI กำลังเร่งวิจัยเรื่องนี้ โดยสร้างบัญชีการโอนของประเทศ “National Transfer Account” ร่วมกับอีก 13 ประเทศในเอเชีย” ดร.นิพนธ์ กล่าว
การเป็นประชาคมอาเซียนเป็นเหรียญที่มีสองด้าน ดังนั้นควบคู่ไปกับผลประโยชน์ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อไทยด้วย แต่กระทบนี้หากเรามีการเตรียมตัวที่ดีพอก็จะไม่เป็นปัญหาและยังเป็นโอกาสได้อีกด้วย ประเทศไทยต้องมีการเตรียมตัวหลักๆ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และลดต้นทุนการปผลิตโดยรวม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ส่งเสริมให้เอกชนลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ การป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพ โดยกำหนดมาตรฐานและคุณภาพขั้นพื้นฐาน รวมทั้งให้มีการบังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมสำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง และส่งเสริมให้เกิดการยอมรับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าร่วมกันในกลุ่มอาเซียนของสินค้าอุตสาหกรรมเมื่อมีการเปิดเสรีการค้ามากขึ้น