English News
หน้าแรก สารการค้า ไดนามิค อินดรัสตี้ ติดต่อโฆษณา เกี่ยวกับเรา ติดต่อเรา
Tharn Samutprakarn
หนังสือพิมพ์ ไดนามิค อินดัสตรี้
 
รัฐบาลกับการส่งเสริมการลงทุน
[Dynamic] - คลินิกอุตสาหกรรม : ฉบับที่ ฉบับ 268-1 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2554

 

คลินิกอุตสาหกรรม

 

รัฐบาลกับการส่งเสริมการลงทุน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าปัจจัยหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน คือ การลงทุนและการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของจีดีพี ปัจจัยหลักดังกล่าวทำให้ระบบเศรษฐกิจของไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง มีเสถียรภาพที่ค่อนข้างดี แม้จะมีปัจจัยทางการเมืองคอยบ่อนทำลายอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีก่อน ในปี 2535 ไทยมียอดส่งออกคิดเป็นมูลค่าเพียง 8.24 แสนล้านบาท แต่ในปี 2553 มีมูลค่าสูงถึง 6.1 ล้านล้านบาท และในครึ่งปีแรกของปี 2554 นี้มีมูลค่าสูงถึง 3.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าภายในสิ้นปีตัวเลขจะสูงกว่าปี 2553 ที่ผ่านมาแน่นอน

            ความสำเร็จดังกล่าวข้างต้น ส่วนหนึ่งคงต้องยกให้หน่วยงานสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ผู้ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการลงทุนของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้ให้แก่คนไทยแล้ว ยังทำให้เทคโนโลยีการผลิตของไทยรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ในการเป็นประตูสู่ประชาคมอาเซียน ทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาอีกมากมาย

           อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน รวมทั้งประเทศยักษ์ใหญ่อย่างเช่นจีนและอินเดีย ได้เร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองขึ้นมาจนกลายเป็นคู่แข่งที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ในเรื่องการเป็นแหล่งลงทุนใหม่ของเหล่านักลงทุนทั่วโลก ซึ่งเราจะต้องตระหนักว่า คู่แข่งเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของเราให้เสื่อมทรุดลงไปทีละน้อย และอาจทำให้เราต้องกลายเป็นผู้ล้าหลังหากเราไม่มีแผนพัฒนาที่ชัดเจน

           กลับไปดูตัวเลขการลงทุนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาจะเห็นทิศทางหรือแนวโน้มของความเสื่อทรุดค่อนข้างจะชัดเจน โดยปี 2548 มีนักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยโครงการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอเป็นยอดเงิน 3.25 แสนล้านบาท ปี 2549 มีมูลค่า 2.6 แสนล้านบาท ปี 2550 มีมูลค่า 5 แสนล้านบาท ปี 2551 มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ปี 2552 มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท ปี 2553 มูลค่า 2.7 แสนล้านบาท

            การจัดอันดับของธนาคารโลกใน 183 ประเทศ พบว่าอันดับของความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจไทยมีอันดับลดลงจากอันดับ 12 ในปี 2553 เป็นอันดับ 16 ในปี 2554 โดยระบุถึงปัจจัยลบที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1.ประเทศอื่นมีการพัฒนานำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้อย่างครอบคลุมทุกกระบวนเร็วกว่าไทย 2.มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนทรัพย์สินสูงขึ้น 3.ด้านการได้รับสินเชื่อลด เพราะว่าดัชนีด้านความลึกของข้อมูลเครดิตของประเทศไทยขาดความครอบคลุม และ4.ไทยมีจำนวนครั้งในการชำระภาษีมากถึง 23 ครั้งต่อปี ขณะที่บางประเทศอย่างฮ่องกง เสียภาษีเพียง 3 ครั้งต่อปี

            นักลงทุนต่างชาติเริ่มจะมีความรู้สึกว่า ศักยภาพการดึงดูดนักลงทุนของไทยกำลังถดถอย เนื่องจากมี “กำแพง” หรือ “อุปสรรค” ที่สั่งสมมานานแต่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่แก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่มีความชัดเจน เปิดช่องให้ผู้รับผิดชอบใช้ดุลพินิจได้มาก ก่อให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น กลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่อยู่นอกเหนือการคาดคำนวณ

            ปัญหาเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน ก็เป็นปัจจัยที่ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าในสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ประเทศไทยคงไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ในมิติของแรงงานราคาถูก ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องยกระดับตัวเองขึ้นไปแข่งขันในตลาดของแรงงานฝีมือ แต่ก็ดูเหมือนว่าเรายังขาดความพร้อมในเรื่องนี้อยู่มาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบการศึกษาที่ไม่ได้เอื้ออำนวย หรือไม่สอดคล้องกับภาวะตลาดนั่นเอง

            อย่างไรก็ตาม นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ทัศนะว่า แม้หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญปัญหาความรุนแรงทางการเมืองมาหลายครั้ง แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก นักลงทุนยังคงมีความพึงพอใจหรือสนใจการลงทุนในประเทศไทยอยู่มากพอสมควร เนื่องจากสภาพแวดล้อมของสังคมไทยยังมีสิ่งที่ชาติอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้ โดยเฉพาะอัธยาศัยไมตรีที่ดีและความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคก็อยู่ในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

ในทัศนะนายดุสิต หากรัฐบาลมีแผนชัดเจนในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ พัฒนาฝีมือแรงงาน แก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และมียุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนทั้งในระยะส้นและระยะยาว ศักยภาพการแข่งขันของไทยก็ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาได้อีกมาก

            เป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีรายงานหลายกระแสระบุว่า บีโอไอกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสภาพการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงทั้งในปัจจุบันและในอนาคต โดยเฉพาะการมุ่งเน้นส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในกิจการที่เป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างแท้จริง อาทิ การลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูง ใช้แรงงานน้อย ฯลฯ เป็นต้น

            ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญ มีความจริงใจและจริงจังในการส่งเสริมการลงทุนมาน้อยเพียงใด การแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดคงไม่สามารถดำเนินไปได้ ตราบใดที่รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการส่งเสริมการลงทุน 

 
 
 

ฐานสมุทร บริษัทฐานสมุทรปราการ จำกัด จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ Free Site Counter  
122 ซ. สุภาพงษ์ แยก 5-2 แขวงหนองบอน เขตประเวช กรุงเทพฯ 10250 โทรศัพท์: 02-7434999 Email: theccn_news@yahoo.com