คลินิกอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ กำลังดำเนินนโยบายทำลายอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนที่หลายฝ่ายพยายามประคับประคองจนเริ่มเตาะแตะได้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนสิงหาคม นายพิชัย นริพทะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแถลงว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานสร้างรายได้เข้าประเทศ เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการพลังงานและพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือน นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานของท่านรัฐมนตรี เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในเวลาอันรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี นายกสมาคมผู้ผลิตเอทานอลไทย เปิดเผยว่า นโยบายลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาล ส่งผลให้การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดวูบลงทันที จากระดับ 13 ล้านลิตรต่อวัน เหลือ 10-11 ล้านลิตรต่อวัน และการใช้เอทานอลลดเหลือ 1 ล้านลิตรต่อวัน จากระดับ 1.3 ล้านลิตรต่อวัน
นายส่งศักดิ์ ลิมบานเย็น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากการหารือกับนักลงทุน คาดว่าแนวโน้มลงทุนโรงงานผลิตเอทานอล โดยเฉพาะจากจีนจะลดลง เนื่องจากโครงสร้างราคาพลังงานของไทยปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ใกล้เคียงกัน จึงไม่กระตุ้นให้ใช้พลังงานทดแทนจากเอทานอล
นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ประกอบการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงทั้งสิ้น 49 ราย มีการลงทุนไปแล้ว 22-23 โรงงาน ซึ่งอนาคตขณะนี้กำลังเคว้งคว้าง
ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการโรงงานผลิตเอทานอลเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายครั้งนี้ เพราะเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชพลังงานทดแทนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
นายปราโมทย์ กงทอง นายกสมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปิดเผยว่า ปัจจุบันราคาหัวมันสำปะหลังสดลดลงเหลือกิโลกรัมละ 2.60 บาท จาก 3.60 บาทในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ราคาผลปาล์มสดก็ลดลงจาก กิโลกรัมละ 5.50 บาทเหลือกิโลกรัมละ 3.90 บาท และมีแนวโน้มจะลดต่ำลงอีก เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลลดต่ำลง
ว่ากันว่า นโยบายส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานของคณะรัฐบาลชุดนี้ มีประสิทธิภาพในการทำลายอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนและอุตสาหกรรมการเกษตรเห็นผลชะงัดจริง ๆ แต่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านการพลังงานให้แก่ประเทศได้มากน้อยแค่ไหนคงต้องรอดูกันไปอีกสักระยะหนึ่ง.