
ปตท. ผู้นำส่งออกดีเด่น ชูรางวัลพิเศษ Best of the best
ปตท. ยิ้มรับรางวัลส่งออกยอดเยี่ยม “Prime Minister’s Export Award 2011” ในฐานะผู้นำด้านการส่งออกดีเด่น พร้อมลุยอุตสาหกรรมพลังงานเสริมศักยภาพธุรกิจไทยสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลก
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รับรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น ประจำปี 2554 หรือ Prime Minister’s Export Award 2011 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา โดยมีนายณัฐชาติ จารุจินดา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กรเป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัลในครั้งนี้
การมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award 2011 จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติ 31 บริษัทผู้ส่งออกแนวหน้าที่สามารถสร้างผลงานโดดเด่นและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในเวทีการค้านานาชาติ
รางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น หรือ Prime Minister’s Export Award นับเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่รัฐบาลมอบให้แก่ผู้ส่งออกสินค้าและบริการไทยที่สามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการจนประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับในเวทีการค้าโลก โดยริเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2535 โดยดำเนินโครงการจนครบเวลา 20 ปีในปัจจุบัน
โครงการ Prime Minister’s Export Award จัดขึ้นเพื่อมุ่งหวังกระตุ้นให้ผู้ส่งออกสินค้าและบริการไทยได้พัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการให้ได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในการใช้ตราสินค้าของตนเอง รวมถึงตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อถือในสินค้าและบริการไทยต่อกลุ่มผู้ซื้อและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการตลาดให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ
ด้วยความมุ่งมั่นในจุดยืนของการบริหารและเดินหน้าพัฒนากิจการทุกภาคส่วนอย่างมีคุณภาพ จึงส่งผลให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลพิเศษ Best of The Best ในฐานะองค์กรผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น ในงานประกาศเกียรติคุณผู้ส่งออกสินค้าไทยแนวหน้า Prime Minister’s Export Award 2011 จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ จากการคัดเลือกจากผู้ที่เคยได้รับรางวัลจำนวน 322 บริษัท ในรอบ 19 ปีที่ผ่านมา
การรับรางวัลในครั้งนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญ สำหรับการก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายที่บริษัทฯได้วางไว้ในข้างต้นให้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากธุรกิจของ ปตท. มีการขยายตลาดลงทุนไปสู่ต่างประเทศจำนวนมาก ทั้งด้านธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจถ่านหิน ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนขยายการลงทุนในต่างประเทศนอกเหนือจากประเทศอินโดนีเซีย เช่น ประเทศบรูไน มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย รวมถึงอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าไปขอซื้อกิจการเพิ่มเติม
ส่วนโครงการโรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวลอยน้ำ (FLNG) ที่มีการร่วมทุนกับ ปตท.สผ. ที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อนำก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กลับมาจำหน่ายในไทยส่วนการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าของบริษัทฯ นั้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในแถบประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำและถ่านหิน เพื่อขายไฟฟ้ากลับมาประเทศ โดยมุ่งการลงทุนไปยัง สปป.ลาวและพม่า
ด้านนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินธุรกิจในโลกปัจจุบันและไม่ควรหันไปมองแต่เรื่องผลกำไรในธุรกิจเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การบริหารงานยังต้องคำนึงถึงเรื่องฐานและความมั่นคงขององค์กรเป็นสำคัญ โดยให้ความหมายว่า หากรากฐานองค์กรมั่นคง คุณสมบัติภายในมีประสิทธิภาพและความมั่นใจสิ่งที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี บุคลากร ตลอดจนความพร้อมการบริหารงานทุกด้าน ต้องเกิดการพัฒนาไปพร้อมๆกัน ในทางสร้างสรรค์อย่างลงตัวที่สุด
นายไพรินทร์ กล่าวถึง เป้าหมายที่วางไว้ของปตท.ว่า ต้องการให้ปตท.ก้าวสู่ 1 ใน 100 จากการจัดอันดับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ของ Fortune Global นั้น ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 128 บริษัทฯมองว่า หากมีการสร้างรากฐานที่มั่นคงองค์กรก็สามารถก้าวไปยังเป้าหมายได้อย่างแน่นอน ดีกว่าการพยายามเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดด แต่หากเจอวิกฤตก็ทำให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งนี้อาจทำให้บริษัทฯต้องมีการเพิ่มขนาดการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
ถ้ามองในส่วนโอกาสการเติบโตของบริษัทฯ อีก 5 ปีข้างหน้า ยอมรับว่าพื้นฐานการบริหารงานของซีอีโอรุ่นก่อนๆ ส่งผลให้บริษัทฯเกิดการเติบโตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่า ปตท.จะสร้างมูลค่าทางการตลาดได้มากถึง 4 ล้านล้านบาท และมีอัตรากำไรอยู่ที่ 4-5 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้รวมทั้งหมด ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าต่อจากนี้
สำหรับการลงทุนของกลุ่ม ปตท.คาดว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจต้องใช้งบประมาณการลงทุนเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 ล้านล้านบาท หรือ ประมาณ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยงบลงทุนกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งเน้นการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องและเมื่อบริษัทฯดำเนินการได้ตามแผนธุรกิจใน 10 ปีนี้ เชื่อว่า ปตท.จะมีรายได้ประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท
สำหรับงบการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่น เน้นการลงทุนเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้ได้ตามมาตรฐานยุโรป 4 หรือ EURO4 และลงทุนในกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น เอทานอล พลังงานแสงอาทิตย์ โดย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ที่ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจเอทานอลมากขึ้น และบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ขยายการลงทุนในธุรกิจเอทานอลและโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ธุรกิจของ ปตท. ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทรัพยากรธรรมชาติซึ่งปัจจุบันมีอยู่อย่างจำกัด และปฏิเสธไม่ได้ว่ามีปริมาณที่ลดน้อยลง เพราะฉะนั้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ผสมผสานกับฐานองค์ความรู้ ทั้งยังคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมดังกล่าวมากขึ้นซึ่งสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนได้