เมื่อ อินโดนิเซีย พร้อมทวงคืน ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
การเป็นเจ้าภาพสองงานใหญ่ระดับอินเตอร์พร้อมกันของอินโดนิเซียเป็นการตอกย้ำภาพของความพร้อมของ “แดนอิเหนา” ที่จะคืนสู่ความยิ่งใหญ่ในอดีตอีกครั้ง
งานแรกเป็นการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียน 10 ประเทศพร้อมกับผู้นำจากประเทศที่เป็นคู่เจรจา ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ อีกงานคือการแข่งขันกีฬาซีเกมส์
ในขณะที่ประเทศตะวันตกยังต้องดิ้นรนให้พ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ อินโดนิเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โตวันโตคืน แม้แต่นักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์ของไทยยังยอมรับว่าอินโดนิเซียกำลังเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย
ตัวเลขทางการล่าสุดระบุว่าในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา อินโดนิเซียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 6.5 ท่ามกลางอุตสาหกรรมส่งออกที่บูมสุดๆ พร้อมๆ กับการบริโภคภายในที่คึกคักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายปี
ผลประกอบการของบรรดาบริษัทธุรกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ของอินโดนิเซียน่าจะเป็นตัวบ่งบอกถึงสภาวะเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น “แอสตร้า อินเตอร์เนชั่นแนล” ซึ่งเป็นบริษัทขายรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศประกาศผลกำไรที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 เป็น 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐใน 9 เดือนแรกของปีหน้าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่ “มาทาฮารี ปุตรา พรีม่า” ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดก็มีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 77 จากปีที่ผ่านมา
จอร์จ ฟรีดแมน นักรัฐศาสตร์และนักเขียนชื่อดังของสหรัฐ เป็นอีกคนหนึ่งที่เชียร์อินโดนิเซียอย่างออกหน้าออกตา ฟรีดแมนเป็นนักวิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจที่โด่งดังระดับโลกคนหนึ่ง และได้ทำการศึกษาเศรษฐกิจของประเทศในแถบนี้มาอย่างต่อเนื่อง
เขาเชื่อว่าประเทศจีนอาจจะครองความเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจได้อีกไม่นาน เพราะจุดอ่อนสำคัญของจีนคือการพึ่งพาสหรัฐและยุโรปมากเกินไป และยิ่งไปกว่านั้นจีนไม่ได้เป็นแหล่งผลิตสินค้าต้นทุนต่ำเหมือนในอดีตอีกแล้ว เพราะค่าแรงของจีนเริ่มแพงกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเซีย โดยเฉพาะในประเทศอย่างอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน
เขาทำนายว่าถ้าอินโดนิเซียสามารถรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐอย่างเช่นในปัจจุบันต่อไปได้ ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในเอเชียในอีก 20 ปีข้างหน้า
แม้แต่กูรูด้านบริหารของญี่ปุ่นอย่างเคนอิชิ โอมาเอะ ก็ยังประกาศเสียงดังฟังชัดว่าเห็นด้วยเต็มที่กับการมองอนาคตทางเศรษฐกิจของอินโดนิเซียแบบบวกสุดๆ โอมาเอะกล่าวในระหว่างการเยือนจาการ์ต้าเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า จะเป็นความผิดอย่างมหันต์สำหรับญี่ปุ่นถ้าไม่ใส่ใจต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนิเซียในขณะนี้
ถึงแม้โครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณูปโภคของอินโดนิเซียยังต้องได้รับการปรับปรุงอีกมากเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความพร้อมของคนอินโดในการใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการคุณภาพ
อินโดนิเซียมีประชากรถึง 230 ล้านคน และส่วนใหญ่ก็เป็นคนหนุ่มสาวที่มีพลังในการใช้จ่าย เพราะฉะนั้นโอมาเอะจึงเสนอให้นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นรีบปรับจังหวะการลงุทนในอินโดนิเซียให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
ในยุคเผด็จการของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตซึ่งกินเวลากว่า 30 ปี อินโดนิเซียมีฐานะเป็นพี่เบิ้มของประเทศในอาเซียน แต่หลังการปฏิวัติโดยพลังประชาชนเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว อินโดนิเซียถดถอยในเกือบทุกด้าน แต่สถานการณ์เริ่มพลิกผันในทางที่ดีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง
เพราะฉะนั้น ถ้าคำทำนายของบรรดากูรูและผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเป็นจริง อินโดนิเซียก็คงจะมีโอกาสทวงคืนความเป็นผู้นำในอาเซียนอีกครั้ง