
เจาะยุทธศาสตร์เด็ด เครือเบทาโกร ก้าวสู่ศูนย์กลางผลิตอาหารในอาเซียน
เครือเบทาโกรเปิดกลยุทธ์บริหารธุรกิจอาหารสัตว์ดันดัน 100 ช็อปในปี 2555 มัดใจทั่วประเทศ พร้อมขยายโรงงานแปรรูปหวังเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารภูมิภาคอาเซียน
นายณรงค์ชัย ศรีสันติแสง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์เครือเบทาโกร เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางบริหารธุรกิจโครงสร้างสายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ว่า บริษัทฯได้รับผิดชอบธุรกิจที่อยู่ในภูมิภาคทั้งหมดนอกเหนือจากกรุงเทพฯและปริมณฑล 5 จังหวัด
ปัจจุบันบริษัทฯมีสำนักงานใหญ่อยู่ในส่วนภูมิภาค 13 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ พิษณุโลก นครราชสีมา ระยอง หัวหิน สุพรรณบุรี หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และ 3 แห่งล่าสุดท้ายที่เปิดไปเมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมาที่จังหวัดลำปาง สกลนคร กระบี่นอกจากนี้ยังมีสำนักงานสาขาอีก 47 แห่ง รวมแล้วมีสำนักงานสาขาทั้งหมด 60 แห่งทั่วประเทศ
โครงสร้างการบริหารงานเป็นโครงสร้างเดียวกันหมดทั้งประเทศ เปรียบได้กับสายธุรกิจนี้เหมือนสายธุรกิจผสมสิบ คือเครือมีธุรกิจอะไรเรามีหมดคือ (สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์) โดยมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์เองผลิตเพื่อใช้เองและเพื่อจำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่ายภาคเหนือและภาคใต้
นอกจากนี้ยังมีฟาร์มพ่อแม่พันธุ์สุกร ฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ศูนย์ผลิตลูกไก่เนื้อโครงการไก่เนื้อประกันราคา โครงการไก่เนื้อจ้างเลี้ยงโครงการสุกรขุนจ้างเลี้ยง เพื่อผลิตและจำหน่ายสุกรมีชีวิตและไก่เนื้อมีชีวิต โรงงานแปรรูปสุกร โรงงานแปรรูปไก่เพื่อผลิตสุกรชิ้นส่วน และไก่ชิ้นส่วนจำหน่ายขณะเดียวกันได้ซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทในเครือไปจำหน่ายในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ลูกชิ้นไส้กรอกชิ้นส่วนไก่ชำแหละ ชิ้นส่วนสุกรชำแหละรวมทั้งผลิตภัณฑ์อาหารปรุงสุกเพื่อการส่งออก
สำหรับแผนในอนาคต บริษัทฯมีการเลี้ยงสัตว์เองทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ปัจจุบันนี้มีสุกรแม่พันธุ์ 45,000 ตัว และมีไก่ไข่ยืนกรง 1.7 ล้านตัว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้เลี้ยงเองและอีกส่วนหนึ่งเป็นโครงการจ้างเลี้ยง
อีกทั้งโครงการประกันราคาที่ร่วมดำเนินการกับเกษตรกรทั่วประเทศและได้ขยายงานโดยการเปิดสาขาเพิ่มขึ้น ในเขตพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งการผลิตปศุสัตว์และการจัดจำหน่ายโดยพยายามปิดช่องโหว่ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เหลือน้อยที่สุดขณะเดียวกันบริษัทฯต้องคำนึงถึงธุรกิจท้องถิ่น ต้องพิจารณาอย่างมีเหตุผลถึงส่วนแบ่งการตลาดที่ควรจะเป็นและยังต้องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจท้องถิ่นเท่านั้นจากการขายสัตว์มีชีวิตสู่กระบวนการแปรรูป
ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมทุกบริษัทเหมือนกันหมดคือ ช่วงเริ่มต้นจะเลี้ยงสัตว์ ขายสัตว์มีชีวิตแต่เนื่องจากสัตว์มีชีวิตมีราคาขึ้นลงไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาณการขายกับความต้องการซื้อระยะหลังหลายบริษัทมุ่งสู่การแปรรูปโดยสายธุรกิจภูมิภาค เครือเบทาโกรแปรรูปมาได้ 8 ปีแล้ว โรงงานแปรรูปสุกร ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 แห่ง ที่ภาคใต้ได้แก่ โรงงานแปรรูปสุกรพัทลุง มีกำลังผลิตวันละ 240 ตัว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ โรงงานแปรรูปสุกรขอนแก่น กำลังผลิตวันละ 480 ตัว และภาคเหนือ ได้แก่โรงงานแปรรูปสุกรแม่โจ้ ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่กำลังการผลิตวันละ 200 ตัว
ทุกโรงงานได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพเครื่องหมาย Q จากกรมปศุสัตว์ส่วนโรงงานแปรรูปไก่ มาตรฐานการส่งออก อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างที่จังหวัดพัทลุง กำลังการผลิตวันละ 40,000 ตัว และแห่งที่ 2 จะดำเนินการก่อสร้างเร็วๆ นี้คือที่ภาคเหนือโดยมีกำลังการผลิตเท่ากันกับที่พัทลุง
โครงการขยายธุรกิจอาหารสัตว์
ปัจจุบันธุรกิจอาหารสัตว์ซึ่งรับผิดชอบโดยสายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ เครือเบทาโกรมีโรงงานอาหารสัตว์ รวมทั้งสิ้น 8 แห่ง กำลังการผลิตรวมกัน 2 ล้านตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างแห่งที่ 9 ที่จังหวัดลพบุรี กำลังการผลิตปีละ 360,000 ตันเท่ากับว่าปี 2555 เครือเบทาโกรจะมีกำลังผลิตอาหารสัตว์เบ็ดเสร็จปีละ 2.4 ล้านตัน โดยสินค้าทั้งหมดใช้ภายในเครือ 60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 40 เปอร์เซ็นต์ ขายให้กับผู้ใช้ภายนอก
นายณรงค์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า เบทาโกรยังได้บุกกลุ่มธุรกิจภูมิภาคสายธุรกิจอื่นๆ ของเครือ ซึ่งมีแผนขยายในแต่ละส่วนออกไป โดยธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ได้วางแผนขยายงานในส่วนที่รับผิดชอบ เห็นว่าภูมิภาคหลายจังหวัดยังมีศักยภาพที่ขยายตัวได้อีกมากในปีนี้ สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ตั้งเป้ายอดขาย 34,000 ล้านบาท คิดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า (ปี 2557) จะโตได้อีก 50 เปอร์เซ็นต์ หรือยอดรายได้รวมแตะ 50,000 ล้านบาท
“มองว่าต่างจังหวัดยังขยายตัวได้อีกมากนั้น เพราะว่าคนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น รายได้ของคนไทยดีขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาคือมีความต้องการบริโภคในสิ่งที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เครือเบทาโกรกำลังทำคือผลิตสินค้าที่สะอาดและปลอดภัย (Food Safety) "เรากระจายธุรกิจออกต่างจังหวัด เพราะได้ไปสร้างงานให้กับสังคมได้ร่วมมือกับเกษตรกรในการทำอาชีพปศุสัตว์ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่อยู่ไกลพื้นที่ได้ดีคนในชนบทมีโอกาสได้บริโภคเนื้อหมู เนื้อไก่ที่สะอาดและปลอดภัยคุณภาพเดียวกับคนกรุงเทพฯ" นายณรงค์ชัย กล่าว
เครือเบทาโกรไม่ได้ขยายธุรกิจเฉพาะส่วนที่เป็นต้นน้ำและกลางน้ำคือการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ปศุสัตว์ แปรรูปเนื้อสัตว์ เท่านั้นแต่ยังได้ขยายงานด้านค้าส่งและค้าปลีกนั่นคือ ร้านเบทาโกรช็อป (BetagroShop) ซึ่งสิ้นปีนี้จะมีร้านเบทาโกรช็อปส่วนที่ธุรกิจภูมิภาครับผิดชอบรวม 72 ช็อป และจะเพิ่มเป็น 100 ช็อปในปี 2555 สยายปีกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน
นายณรงค์ชัย กล่าวว่าทิ้งท้ายว่า สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งรับผิดชอบครอบคลุมประเทศเพื่อนบ้านและอาเซียนขณะนี้ได้ขยายการลงทุนไปยังประเทศลาวและประเทศกัมพูชาโดยทั้งสองประเทศนี้ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและดำเนินธุรกิจเรียบร้อยแล้วขณะเดียวกันได้ตั้งสำนักงานตัวแทนที่ประเทศพม่า เพื่อศึกษาลู่ทางการลงทุนธุรกิจ
ปัจจุบันเบทาโกรที่กัมพูชาได้นำอาหารสัตว์จากประเทศไทยไปจำหน่ายประมาณ 3,500 ตันต่อเดือน สร้างฟาร์มแม่พันธุ์สุกรจำนวน 1,500 แม่ลูกสุกรที่ผลิตได้ส่วนหนึ่งเลี้ยงเองประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ นำออกสู่โครงการจ้างเลี้ยง ตลาดสุกรกัมพูชามีโอกาสเติบโตเพราะปัจจุบันยังนำเข้าจากประเทศไทยถึงวันละ 2,000 ตัว ขณะเดียวกันบริษัทฯมีโครงการสร้างโรงงานอาหารสัตว์ขนาดกำลังผลิต 12,000 ตันต่อเดือน ส่วนที่ประเทศลาวมีการนำอาหารสัตว์ไปจำหน่ายเดือนละประมาณ 1,000 ตัน โดยมีฟาร์มแม่พันธุ์สุกร 1,000 แม่ และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเลี้ยงไก่ไข่และดำเนินธุรกิจไข่ไก่ในประเทศลาว
เครือเบทาโกร เป็นกลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารรายใหญ่รายหนึ่ง ปัจจุบันแบ่งสายบริหารธุรกิจเป็น 6 สาย ได้แก่ 1.สายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ 2.สายธุรกิจไก่ 3.สายธุรกิจสุกร 4.สายธุรกิจอาหาร 5.สายธุรกิจสุขภาพสัตว์ 6.สายธุรกิจอื่นๆ
ทั้งนี้ทางบริษัทฯได้ตั้งเป้ายอดขายรวมปี 2554 มูลค่า 61,000 ล้านบาท ทั้ง 6 สายนี้ สำหรับสายธุรกิจภูมิภาคและธุรกิจอาหารสัตว์ เรียกได้ว่าเป็นสายธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับเครือเบทาโกรมากที่สุด โดยปี2554 ธุรกิจสายนี้มีเป้ายอดขาย 34,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้รวมทั้งเครือ
เบิฟ "เรากระจายธุรกิจออกต่างจังหวัด เพราะได้ไปสร้างงานให้กับสังคมได้ร่วมมือกับเกษตรกรในการทำอาชีพปศุสัตว์ตอบสนองความต้องการของประชาชนที่อยู่ไกลพื้นที่ได้ดีคนในชนบทมีโอกาสได้บริโภคเนื้อหมู เนื้อไก่ที่สะอาดและปลอดภัยคุณภาพเดียวกับคนกรุงเทพฯ"