พระราชประวัติ
(วันพ่อ)
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕
ธันวาคม ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช
เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย
เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก
ประเทศเยอรมัน
ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันท
มหิดล
เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น
แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง
ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม
ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น
ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ
กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ
ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓
และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ
กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร
ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช
๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในพุทธศักราช ๒๔๙๓
เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล
ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์
กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์
กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม
พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น
ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรนฤบดินทร
สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า
เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และในโอกาสนี้
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินี
หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ
และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยู่นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์
เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้
๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน
พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ คือ
- สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๘
กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘
- สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม
พุทธศักราช ๒๕๐๐
นพุทธศักราช
๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช
ด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งทรงมีโอกาสคุ้นเคยกับหลักการและทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน
ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า
ธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม
แม้ผู้ใดจะวิจารณ์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่เสื่อมถอยในความนิยมเชื่อถือ ทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมอีกโสตหนึ่งด้วย
จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่
๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ
ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา
๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่ และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย
เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเอง และในพุทธศักราช ๒๕๐๐
ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุ
โครงการคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอพระประแดง
จังหวัดสมุทรปราการ
ในอดีต
คลองลัดโพธิ์เป็นคลองลัดแนวเหนือ-ใต้ของคุ้งน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหมู่ที่ 9 ตำบลทรงคนอง
อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ แต่มีสภาพตื้นเขิน หากปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ จะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลัดลงทะเลได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริแก่นายรุ่งเรือง
จุลชาต อธิบดีกรมชลประทาน พลตำรวจเอก จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์
ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และนายจริย์ ตุลยานนท์
อดีตอธิบดีกรมชลประทานและกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันเร่งศึกษาพิจารณาวางโครงการและดำเนินการปรับปรุงขุดลอก
พร้อมก่อสร้างอาคารประกอบในคลองลัดโพธิ์ตามความเหมาะสม ซึ่งเมื่อได้ปรับปรุงแล้วเสร็จ
สามารถลดระยะทางการไหลของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงคุ้งน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ตำบลบางกระเจ้า
อำเภอพระประแดง จากเดิมระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร
เหลือประมาณ 600 เมตรเท่านั้น การระบายน้ำที่รวดเร็วนี้
ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมณฑล

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลังงานน้ำอันมหาศาลที่ระบายผ่านประตูระบายน้ำนี้
และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประโยชน์ ต่อมา เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2550 กรมชลประทานได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับคณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโครงการศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพของคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ด้านไฟฟ้าพลังน้ำ โดยทดลองติดตั้งกังหันพลังน้ำต้นแบบที่ผลิตเอง 2 ชนิดกับโครงเหล็กที่ปรับยกขึ้น-ลงที่ตอม่อท้ายประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ฯ และเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2551 ได้ทดลองกังหันพลังน้ำต้นแบบเพื่อเป็นต้นกำลังไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ แม่เหล็กถาวร
โดยได้กำลังไฟฟ้าสูงสุด 5.74 กิโลวัตต์ ซึ่งสูงกว่าที่ได้วิเคราะห์และคำนวณออกแบบไว้
ทำให้มั่นใจได้ว่า การวิจัยและการออกแบบกังหันในครั้งนี้สามารถนำไปขยายผลได้

โครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองวัวซอ
จังหวัดอุดรธานี
ที่มา
นายคำผล
บำรุง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดหมากไฟ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
ได้มีหนังสือขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอพระราชทานโครงการก่อสร้างฝายทดน้ำห้วยคล้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ รับโครงการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 ตามที่นายคำผล บำรุง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลกุดหมากไฟ
อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ได้มีหนังสือขอพระราชทานพระมหากรุณา

วัตถุประสงค์ของโครงการ
เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรของราษฎรบ้านแสงอร่ามและบริเวณใกล้เคียง

แนวทางการช่วยเหลือ
1.ก่อสร้างทางระบายน้ำล้น ยาว 108 เมตร
2.ก่อสร้างท่อส่งน้ำและ river outlet ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.40 เมตร ยาว 66 เมตร
3.ก่อสร้างทำนบดิน ขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 140 เมตร สูง 5 เมตร

ประโยชน์ที่ราษฎรได้รับ
1.ทำให้ราษฎรใน 2 หมู่บ้าน คือ บ้านโคกล่าม หมู่ที่ 3 และบ้านแสงอร่าม หมู่ที่ 11 มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดปี
2.ทำให้ราษฎรมีแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 800 ไร่ในฤดูฝน และประมาณ 500 ไร่ในฤดูแล้ง
3.เป็นแหล่งน้ำสำหรับเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา และรักษาความชุ่มชื้นของดินในบริเวณใกล้เคียง
โครงการชลประทานเมืองกาญจนบุรี-พนมทวนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ที่มา
ร้อยตำรวจตรี
พัฒนา สัมมาทิตฐิ ราษฎรภูมิลำเนาอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีหนังสือขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณา
ขอให้ทางราชการขุดคลองชลประทานต่อเชื่อมจากคลองชลประทานเดิมที่รับน้ำจากเขื่อนแม่กลอง(เขื่อนวชิราลงกรณเดิม)
เพื่อส่งน้ำให้ราษฎรในเขตตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโครงการชลประทานเมืองกาญจนบุรี-พนมทวนไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2544
แนวทางการช่วยเหลือ
สภาพพื้นที่ของตำบลหนองโรงมีระดับความสูงมากกว่าตัวเขื่อนแม่กลองและคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย 1 หากจะส่งน้ำให้แก่พื้นที่ ต้องใช้วิธีสูบเท่านั้น โดยสร้างบ่อพัก ตั้งสถานีสูบน้ำเป็นช่วงๆ
และสร้างคลองส่งน้ำในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 12 สาย การแก้ปัญหาระยะสั้น เห็นสมควรพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง
และส่งเสริมให้เกษตรกรประกอบอาชีพตามแนวทฤษฎีใหม่ เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ตลอดปี




การทำการเกษตรของราษฎรบริเวณรอบสระน้ำ
ประโยชน์ที่ราษฎรได้รับ
มีแหล่งน้ำสำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง
สามารถประกอบอาชีพเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ได้ตลอดปี ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำหลวงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
หมู่ที่ 5
บ้านทุ่งกล้วย ตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
ความเป็นมา
อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำหลวงเป็นโครงการที่นาย
บุญเท่ง วงศ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 บ้านทุ่งกล้วย ตำบลบ้านเอื้อม
อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
ได้มีหนังสือขอพระราชทานพระมหากรุณา
ในการสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำหลวง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร
ซึ่งขาดแคลนน้ำสำหรับทำการเกษตร
และขอให้ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งกรมชลประทาน
โดยสำนักชลประทานที่ 2 ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า
โครงการอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำหลวงมีความเหมาะสมที่จะดำเนินการได้ในลักษณะงานชลประทานขนาดเล็ก
ขนาดความจุประมาณ 1,000,000
ลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 2,000 ไร่
สำนักราชเลขาธิการได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
รับโครงการอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำหลวงไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546
ผลการดำเนินการ
ในปีงบประมาณ
พ.ศ. 2550
ได้ดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำหลวง
เสร็จเรียบร้อยแล้ว และในปี 2551 โครงการชลประทานลำปาง จะรวบรวมเกษตรกร
เพื่อจัดตั้งกลุ่มบริหารการใช้น้ำและดูแลบำรุงรักษา
ตลอดจนเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการต่าง ๆ และถ่ายทอดความรู้ด้านการชลประทาน
เพื่อดำเนินการจัดส่งน้ำ ควบคุมน้ำ ดูแลบำรุงรักษาให้ก่อประโยชน์สูงสุดต่อไป
ผลประโยชน์ที่ได้รับ
สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกของราษฎรทั้งหมด
7 หมู่บ้านได้อย่างทั่วถึง โดยในฤดูฝนครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,600 ไร่ และในฤดูแล้งประมาณ 600 ไร่ ราษฎรจำนวน 740 ครัวเรือน จำนวน 2,856 คน
ในช่วงฤดูฝนมีการปลูกข้าวเหนียวพันธุ์
กข.6 และพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งก่อนการสร้างอ่างเก็บน้ำ
สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 30 ถังต่อไร่
หลังการสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วผลผลิตเพิ่มเป็น 50 ถังต่อไร่
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
"สร้างน้ำ เพิ่มป่า พัฒนาชีวิตแบบพอเพียง"
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
จักรพันธุ์ องคมนตรี และอธิบดีกรมชลประทาน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการจัดหาน้ำสนับสนุนโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เพื่อให้มีการศึกษาทดลองงานพัฒนาการเกษตรต่าง ๆ ตามความเหมาะสม สำหรับเป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติ
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ มีพื้นที่โครงการประมาณ 2,300 ไร่ และเขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาป่าไม้ประมาณ 11,000 ไร่ จากการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ที่แร้นแค้นควบคู่กับการศึกษาทดลองค้นหาเทคโนโลยีวิทยาการที่เหมาะสม
และการนำตัวอย่างผลสำเร็จที่ดีไปส่งเสริมเผยแพร่ให้เกษตรกรทั่วภาคอีสาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ส่วนย่อ
ทำให้ชีวิตชาวอีสานบนที่ราบสูงที่เคยทำการเกษตรไม่ได้กลับมาประกอบอาชีพที่มีการบริหารจัดการดินและน้ำได้อย่างยั่งยืน
ราษฎรมีอาหารบริโภคที่เพียงพอ มีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น
การดำเนินในกิจกรรมที่สำคัญ
1. พัฒนาป่าไม้ในเขตปริมณฑล
และฝายชลประทานในลำน้ำธรรมชาติ เพื่อชะลอความชุ่มชื้นและกักน้ำให้แก่ดินและสภาพแวดล้อม
2. พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค
ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำพร้อมระบบส่งน้ำ และขุดสระเก็บน้ำทฤษฎีใหม่ให้ราษฎร
3. เป็นศูนย์ศึกาาทดลองควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเกษตรด้านต่าง
ๆ
ระบบเกษตรผสมผสาน
มีการศึกษาและส่งเสริมรูปแบบเกษตรผสมผสานและทฤษฎีใหม่ที่บริหารจัดการใช้ที่ดินและน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ศึกษาพันธุ์สัตว์ที่จะเลี้ยงในสภาพแห้งแล้ง ได้แก่ไก่พื้นเมือง เป็นเทศ ไก่ดำภูพาน
และไก่เนื้อภูพาน ที่ให้เนื้อดีมีคุณภาพและน้ำหนักมาก
ข้าว ศึกษาข้าวเมล็ดโตน้ำหนักมากเหมาะกับดินภาคอีสานตอนบน
ได้แก่ ข้าวไร่ชิวแม่จัน ข้าวเหนียว กข 6 ข้าวเหนียวสกลนคร
และข้าวดอกมะลิ 105
พืชไร่ มีการศึกษาวิธีการเพิ่มผลผลิตพืชให้สูงขึ้น
โดยเน้นการใช้ปุ๋ยบำรุงดิน การปลูกพืชหมุนเวียน ลดการใช้สารเคมี
สามารถเพิ่มผลผลิตได้ 100%
พืชสวน มีการศึกษาได้พันธ์ไม้ผลพันธุ์ดี
คือ ลิ้นจี่พันธุ์ นพ 1 ลำไยพันธุ์อีดอ มะม่วงแก้วศรีสะเกษ 007 ขนุนพันธุ์ดี มะขามเปรี้ยว 019
หม่อนไหม มีการศึกษาหม่อนพันธุ์ดี
คือ พันธุ์บุรีรัมย์ 60 และพันธ์นครราชสีมา 60 ไหมพันธุ์ดี คือ ไหมพันธุ์ไทยลูกผสมสกลนคร
โครงการแก้มลิง |
|
"...ตามปกติ เวลาเราให้กล้วยกับลิง
ลิงจะเคี้ยวแล้วเก็บไว้ในแก้มลิง... เขาเคี้ยวแล้วเอาไปเก็บในแก้ม
น้ำท่วมลงมา ถ้าไม่ทำ
"โครงการแก้มลิง" น้ำท่วมนี้จะเปรอะไปหมด
อย่างที่เปรอะปีนี้ เปรอะไปทั่วภาคกลาง จะต้องทำ "แก้มลิง" เพื่อที่จะเอาน้ำปีนี้ไปเก็บไว้..."
พระราชดำรัส
๔ ธันวาคม ๒๔๓๘ |
 
|
|
|
|
|

"โครงการแก้มลิง" เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ
โดยประกอบด้วยโครงการขุดลอกคลองระบายน้ำและกำจัดวัชพืชโครงการปรับปรุงและก่อสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ
ตามที่ได้เกิดสภาวะน้ำท่วมหนัก ในลุ่ม แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ อันสืบเนื่องมาจากฝนตกหนักในลุ่มน้ำตอนบน
ทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมากไหลหลากท่วมพื้นที่อย่างรุนแรงในลุ่มแม่น้ำยมและน่านเสริมกับปริมาณน้ำล้นอ่างเก็บน้ำ
เขื่อนสิริกิติ์ไปหลากท่วมพื้นที่ทางด้านท้ายน้ำอย่างหนัก
และส่งผล กระทบต่สภาวะน้ำท่วมในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง
ซึ่งรวมถึงเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นเวลานานกว่า ๒
เดือน
คืนวันที่
๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่ดูแลปัญหาน้ำท่วมเข้าเฝ้าฯ
เพื่อรับพระราชทานแนวพระราชดำริการป้องกันน้ำท่วม ในพื้นที่บริเวณกรุงเทพฯ
และปริมณฑล
โดยทรงเปรียบเทียบการ กินอาหารของลิงหลังจากที่ลิง
เคี้ยวกล้วยแล้วจะยังไม่กลืน แต่จะเก็บไว้ภายในแก้มทั้งสองข้างแล้วค่อย
ๆ ดุนกล้วยมากินในภายหลัง
เช่นเดียวกับกรณีการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งน้ำที่ขึ้นมาตามซอยต่าง
ๆ เมื่อน้ำทะเลหนุนให้ไปเก็บไว้ที่บึงใหญ่
ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่ชายทะเล และมีประตูน้ำขนาดใหญ่สำหรับปิดกั้นน้ำบริเวณแก้มลิงสำหรับฝั่งตะวันตกจะอยู่ที่คลองชายทะเล
ด้านฝั่งตะวันออกบริเวณแก้มลิงจะอยู่ที่คลองสรรพสามิต เมื่อเวลาน้ำทะเลลดลงให้เปิดประตูระบายน้ำออกไป
บึงจะสามารถรับน้ำชุดใหม่ต่อไป
|
|
|
|
แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริแก้ไขปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ
คือ
|
|
|

|
ประการแรก สร้างคันกั้นน้ำโดยปรับปรุงแนวถนนเดิม
ประการที่
๒ จัดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green
Belt) ตามพระราชดำริ
เพื่อกันการขยายตัวของเมืองและเพื่อแปรสภาพให้เป็นทางระบายน้ำ
เมื่อมีน้ำหลาก
ประการที่
๓ ดำเนินการขุดลอกคลอง
ขยายคลองที่มีอยู่เดิม
และขุดใหม่นอกแนวคันกั้นน้ำ
ประการที่ ๔ สร้างสถานที่เก็บน้ำตามจุดต่าง ๆ
ประการที่ ๕ ขยายช่องทางรับน้ำที่ผ่านทางรถไฟและทางหลวง
กรมทางหลวง
ได้ดำเนินการตาม "โครงการพระราชดำริแก้มลิง" โดยใช้แนวถนนสุขุมวิทเป็นคันกั้น
น้ำทะเลที่หนุนท่วมขึ้นมาบนชายฝั่งทะเล และใช้พื้นที่ด้านในของถนนสุขุมวิทเป็นพื้นที่พักน้ำที่
ไหลมาจากตอนบนร้อมทั้งประสานงานกับกรมชลประทาน
และกรมโยธาธิการดำเนินการก่อสร้างสถานีสูบน้ำตามคลองต่าง ๆ
เลียบถนนสุขุมวิทตามแนวคลองชายทะเล
โดยมีประสิทธิภาพในการสูบน้ำตามคลองต่าง ๆ
คือ คลองตำหรุ คลองบางปลาร้า คลองบางปลา คลองเจริญราษฎร์
คลองด่าน คลองชลหารพิจิตร รวมปริมาณน้ำที่สามารถสูบออกทะเล ๒๖๗
ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้น้ำตามคลองต่าง ๆ ของพื้นที่ด้านบนสามารถไหลลงสู่ด้านล่างได้สะดวกรวดเร็วขึ้น
|
|
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลตามแนวพระราชดำริ
"แก้มลิง" มีลักษณะและวิธีการดังนี้
|
|
๑.
ดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน ให้ไหลลงคลองพักน้ำขนาดใหญ
่ที่บริเวณชายทะเล
๒. เมื่อระดับน้ำทะเลลดต่ำกว่าระดับน้ำในคลอง ก็ทำการระบายน้ำจากคลองดังกล่าว
โดยใช้หลักทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity
Flow) ตามธรรมชาติ
๓. สูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่ "แก้มลิง" นี้
เพื่อทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ
ไหลมาเองตลอดเวลา ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง
๔. เมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในลำคลอง ให้ทำการปิดประตูระบายน้ำ
โดยยึดหลักน้ำไหลลงทางเดียว (One Way Flow) |

|
|
หลักการ ๓ ประการ ที่จะทำให้โครงการแก้งลิงมีประสิทธิภาพบรรลุผลสำเร็จตามแนวพระราชดำริ
คือ การพิจรณา |

|
๑. สถานที่ที่จะทำหน้าที่เป็นบ่อพักและวิธีการชักนำน้ำท่วมไหลเข้าสู่บ่อพักน้ำ
๒. เส้นทางน้ำไหลที่สะดวกต่อการระบายน้ำเข้าสู่แหล่งที่ทำหน้าที่บ่อพักน้ำ
๓. การระบายน้ำออกจากบ่อพักน้ำต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
"โครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา" ใช้คลองชายทะเล
ตั้งอยู่ริมทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือบ่อรับน้ำส่วน
"โครงการแก้มลิง ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา" ทำหน้าที่รับน้ำ
ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายออกทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ เพื่อให้การระบายน้ำท่วม
ออกทะเลเร็วขึ้นด้วยวิธีการต่างๆอาทิ โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง"
ซึ่งใช้หลักการ ในการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดระบายน้ำจำนวนมาก
ลงสู่อ่าวไทยเมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ |
|
|
|
โครงการแก้มลิงแม่น้ำท่าจีนตอนล่างจะมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ต้องดำเนินการครบระบบ
๓ โครงการด้วยกัน คือ |
๑. โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง
๒. โครงการแก้มลิง "คลองมหาชัย-คลองสนามชัย"
๓. โครงการแก้มลิง "คลองสุนัขหอน"
โครงการแก้มลิงนับเป็นนิมิตหมายที่จะนำพาชาวไทยให้รอดพ้นจากทุกข์ภัย
ที่นำความเดือนร้อนแสนลำเค็ญมาสู่ชีวิตที่อบอุ่นปลอดภัย
ซึ่งแนวพระราชดำริอันเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านน้ำท่วมนี้
มีพระราชดำริเพิ่มเติมว่า |
"...ได้ดำเนินการในแนวทาง ที่ถูกต้องแล้ว ขอให้รีบเร่งหาวิธีปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพต่อไปเพราะโครงการแก้มลิงในอนาคต
จะสามารถช่วยพื้นที่ได้หลายพื้นที่..."
|
|
|
|
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
"ป่าพรุเสื่อมโทรม สะสมดินเปรี้ยว แกล้งดินอย่างเดียว พัฒนาได้ยั่งยืน"
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ อัครราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนครธิวาส
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม - 3 ตุลาคม 2524 ได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาสภาพพื้นที่ในบริเวณจังหวัดนราธิวาส
เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำขังตลอดปีและมีสภาพเป็นกรดจัด ทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล
จึงได้พระราชทานพระราชดำริกับหม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
จักรพันธุ์ องคมนตรี และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสว่า ควรมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาในการศึกษาวิจัยพรุ
โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
แกล้งดิน : "ดินทำงานแล้วดินจะหายโกรธ"
ด้วยการทำให้ดินเปรี้ยวจัด แล้วใช้น้ำชะล้างความเป็นกรดหรือใช้หินปูนฝุ่น หรือใช้หินปูนฝุ่นร่วมกับน้ำปรับสภาพดิน
การดำเนินงานในกิจกรรมที่สำคัญ
น้ำมันปาล์มพิกุลทอง
เป็นรูปแบบการจัดหาพลังงานทดแทนสู่ภูมิคุ้มกันด้านพลังงาน
"ให้ทดลองการใช้น้ำมันปาล์มกับเครื่องยนต์ดีเซลที่สหกรณ์อ่าวลึก
จังหวัดกระบี่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ"
ผลการทดลองใช้ สตาร์ทเครื่องติดง่าย ควันจากท่อไอเสียมีปริมาณน้อย
กลิ่นไม่เหม็น เครื่องยนต์แรงขึ้น การเดินเครื่องเงียบ (แล่นเรือออกจากฝั่ง
ระยะห่าง 9-14 ไมล์ทะเล ใช้น้ำมันประมาณ 15-20 ลิตรต่อวันต่อลำ) และผู้ใช้รถยนต์ทั่วไป ทั้งรถปิกอัพ รถตู้ มาใช้บริการน้ำมันไบโอดีเซลเป็นระยะ
และสำหรับในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ได้นำมาใช้กับรถแทร็กเตอร์ลากพ่วง
และเครื่องสูบน้ำ ในปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ
ผลิตน้ำมันไบโอดีเซลได้ครั้งละ 350 ลิตร ใช้เวลา 7 วัน จำหน่ายราคาลิตรละ 21 บาท
พัฒนาอาชีพที่สำคัญ เช่น การเลี้ยงปลาในบ่อดินเปรี้ยว
การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยในสวนยาง
การขุดยกร่องเพื่อปลูกพืชผักไม้ผลในพื้นที่
- โดยเปิดหน้าดินออกก่อน / นำหน้าดินเดิมมาเสริม
- รักษาระดับน้ำในท้องร่องให้อยู่เหนือชั้นดินที่มีสารไพไรท์
- ส่งเสริมการปลูกพืชผักให้แก่เกษตรกร โดยเลือกพืชชนิดที่เหมาะสมต่อสภาพดินเปรี้ยวจัด
ได้แก่ พริกหยวก บวบเหลี่ยม มะระจีน ข้าวโพดฝักอ่อน ส้ม มะพร้าว มะม่วง ละมุด
ทุเรียน เป็นต้น